Skip to content

ผู้เขียน: Natalie

ตำนานหมายเลข 13 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ตำนานหมายเลข 13 

ตำนานหมายเลข 13 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

มีเรื่องมีราวเล่าเยอะมากเกี่ยวกับตำนานเลข 13 ตัวอย่างเช่น มีผู้ชายรับประทานอาหารกัน 13 คน แล้วพวกเขาบางทีอาจ เสียชีวิต ด้านในหนึ่งปี ซึ่งเมื่อเรื่องดังที่กล่าวมาข้างต้นบังเอิญเกิดขึ้นจริง ก็กลายเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวเลขลำดับ 13 เยอะขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการชุมนุมกันของแม่มด 13 ตน แล้วก็เดอะ ริปเปอร์ อาชญากรผู้โหดร้ายชาวอังกฤษ มีตัวอักษร 13 ตัว ในชื่อของเขา

ในสมัยก่อนนั้น คนสมัยก่อนนับเลขโดยใช้นิ้วมือแล้วก็นิ้วเท้า ด้วยเหตุนั้นเมื่อมีตัวเลขมากยิ่งกว่า 10 ทำให้เพิ่มความยากสำหรับการนับ โดยจำเป็นต้องใช้เท้าเข้ามาช่วย แล้วก็มีการหมิ่นว่าเลข 13 เป็นเลขไม่ดี ซึ่งตำนานนี้ได้รับการแย้งว่าเหตุไรก็เลยไม่เป็นตัวเลขที่มากยิ่งกว่า 20 ด้วยเหตุว่าอย่างไรก็แล้วแต่นิ้วมือและก็นิ้วเท้าก็ครบ 20 หรือข้อแนะนำที่ว่าคนสมัยก่อนสามารถนับนิ้วมือแล้วก็นิ้วเท้ากี่รอบก็ได้ในการนับเลขที่มากกว่า 20

ในความเป็นจริงก็คือ ยังไม่หลักฐานใดๆแน่ชัดที่น่าไว้ใจได้ถึงตำนานที่ไปที่มาของเลข 13 เคยมีความเชื่อที่ว่ามีแม่มดรวมตัวกันในคืนวันเสาร์ แล้วก็พ่นสี 13 สีที่เป็นกาลี แม้แต่ในพระตำราใบเบิลก็เอ่ยถึงเลข 13 ไว้ไม่ดีนัก เพราะว่าในการรับประทานอาหารครั้งสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ก็มีผู้เข้าร่วมโต๊ะอาหารทั้งผอง 13 คนเช่นกัน…

มือลึกลับ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

มือลึกลับ 

มือลึกลับ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ในห้องโฟโต้เก่าบนตึกยาว จะมีห้องล้างฟิล์มซึ่งเป็นห้องมืดอยู่ด้วย วันหนึ่งมีการล้างฟิล์ม เด็กประชุมสองคนก็เลยจำต้องช่วยกัน ล้างฟิล์ม ให้เสร็จก่อนเย็น ระหว่างที่ล้างฟิล์มอยู่ภายในห้องมืด คนนึงบอกกับเพื่อนฝูงว่า “อย่าจับข้างหลังผมสิ” อีกคนบอกว่า “แกนั่นล่ะ จับหลังฉัน” ต่างคนต่างบอกเช่นนี้แต่ไม่มีผู้ใดจับข้างหลังใคร ว่าแล้วทั้งคู่ก็ทดลองไล่สัมผัสปลายมือที่จับข้างหลังตนขึ้นไปเรื่อยเพราะต่างคนต่างรู้สึกว่าอีกข้างแกล้ง ปรากฏพอเพียงลูบคลำเลยท่อนแขนข้างล่างมา ท่อนแขนกลับหายไปเฉยๆทั้งคู่คนจึงกล่าวพร้อมกันว่า “เฮ้ย แล้วนี่มันมือคนใดวะ หรือ…” พอเพียงกล่าวจบ ทั้งคู่ก็ปัดมือนั้นทิ้ง รีบเผ่นออกมาจากห้องรวมกันโดยไม่เหลียวหลังไปมองดูอีกเลย…

ผีตึกร้าง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีตึกร้าง

ผีตึกร้าง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อราว 3 ปีก่อนผมมาเช่าห้องอยู่กับเจ้าใหม่ที่เขตกทม.น้อย พวกเราเป็นเพื่อนสถานที่สำหรับทำงานบริษัทเดียวกันขอรับ จนกระทั่งสนิทกันมากมายๆตามประสาหนุ่มโสด นิสัยใจคอถูกใจร่าเริง ไม่คิดเล็กคิดน้อยแบบเดียวกัน เลยมาเช่าห้องอยู่ด้วยกันซะเลย

ช่วงแรกก็มีความคิดว่าใกล้ที่ทำงานแถวท่าพระ แถมยังมีเพื่อนฝูงช่วยแชร์ค่าหอพัก ไม่ต้องว้าเหว่ราวกับอยู่คนเดียวอีกต่อไป

เป็นมองโลกในแง่ดีน่ะซีครับผม คิดไม่ถึงว่าผมกับเจ้าใหม่จะเป็นเพื่อนแนวคู่เวรคู่บาป ถูกใจเที่ยวเตร่ตลกเหมือนกัน เที่ยวผู้เดียวน่ะไม่ค่อยสนุกสนานหรอกครับผม เดี๋ยวก็กลับรัง แต่พอมีเพื่อนถูกคอเข้า แหม…ตกค่ำเมื่อไรเป็นต้องแวะผับนั้นบาร์นี้อยู่เป็นประจำ

ไหนจะเงินทองขาดแคลนช่วงปลายเดือน ไหนจะโดนผีหลอกเอาอย่างจังอีกต่างหาก

โดนหลอกที่ใดไม่โดน มาโดนผีหลอกอาคารร้างกลางซอยก่อนถึงห้องพักของราว 20 เมตรเพียงแค่นั้น!

อาคารร้างที่ว่าน่ะไม่ใช่ไม่มีคนอยู่ ใส่กุญแจทิ้งเอาไว้เฉยๆครับ แต่ว่าเป็น อาคารร้าง แบบยับเยินเสมือนโดนไฟลุกหรือระเบิดลงยังงั้นล่ะเอ้า ไม่มีประตูหน้าต่าง ฝาผนังกันห้องร้าวฉานเหลือเพียงแค่ครึ่งๆกลางๆหลังคาก็แหว่งโหว่เป็นไปไม่ได้กันแดดกันฝนได้เด็ดขาด ผมเดินผ่านทีไรมักจะอดหันเข้าไปมองดูไม่ได้ มองเห็นขยะมากมาย บางวันมองเห็นหนูตัวโตๆวิ่งปรู๊ดปร๊าด บางวันก็มีแมวดำมากมายระกระโดดโหยงๆบางตัวก็ขึ้นไปนั่งเลียขนอยู่บนผนังกันห้องที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง

ฤดูฝนยิ่งแล้วใหญ่ น้ำเจิ่งท่วมเกือบจะครึ่งน่อง เห็นขยะลอยเป็นแพ…ดูๆแล้วเสมือนผู้ตายที่มีรอยแผลเหวอะหวะเต็มกำลัง แล้วศพถูกทิ้งประจานเอาไว้ไม่มีไม่ถูก

ไม่เคยทราบว่าเป็นอาคารร้างมาตั้งแต่เมื่อใด? ที่แน่นอนเป็นแปลงเป็นแหล่งสุมหัวพวกคนติดยาไม่เลือกตอนกลางวันหรือช่วงเวลากลางคืน บางครั้งก็มีวัยรุ่นใจกล้าจับมือกันเข้าหลบพลอดรัก…ไม่รู้เรื่องว่าใน บรรยากาศอย่างนั้นยังอุตส่าห์มีอารมณ์เข้าไปได้อย่างไร?

รู้ว่าเคยมีหญิงถูกมารสังคมผลักเข้าไปขืนใจด้วย แม้กระนั้นยังโชคดีที่ไม่ถึงกับโดนฆ่าทิ้ง แม้กระนั้นบางรายก็วิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีออกมาได้

คืนวันหนึ่งราวสี่ทุ่ม ผมกับเจ้าใหม่ว่าจะปิดไฟนอนก็พอดิบพอดีได้ยินเสียงร้องเอ็ดตะโรดังอื้ออึง พวกเรารีบเปิดหน้าต่างจากข้างบนลงไปดู ก็มองเห็นข้างหลังไวๆของชายคนหนึ่งวิ่งผ่านห้องพักไปทางตูดตรอก…ห้องด้านข้างก็โผล่ออกมามองด้วยเหมือนกัน เขาพูดว่าโน่นไอ้เป๋-คนติดยาประจำตรอก ขโมยได้ก็รีบไปซื้อยาเสพติดโดยทันที

“สงสัยจะโดนผีหลอก…พบกันหลายรายแล้วแต่ไม่รู้จักเข็ดซะหน”

พี่อรรถ-เช่าห้องอยู่ก่อนพวกเราบอกกล่าวให้ได้รับวิชาความรู้…เมื่อกลับเข้าห้องเจ้าใหม่ก็เยาะเย้ย กล่าวว่าจนกระทั่งยุคมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ แถมถ่ายภาพได้ ถ่ายคลิปได้ ยังจะเชื่อเรื่องผีอยู่อีกหรอเนี่ย? ผมเตือนมันว่าอย่าทำบอกดีไป ประเดี๋ยวพบกับตนเองแล้วจะรู้สึก! เจ้าใหม่กลับกล่าวว่ารู้สึกเบาใจน่ะซีที่รู้ดีว่าโลกนี้ยังมีผีๆสางๆอยู่จริง

วันรุ่นขึ้นก็ได้ทราบจากพี่อรรถว่า…ไอ้เป๋กำลังพี้ยาจู่ๆก็เห็นร่างหนึ่งแขวนหัวลงมาจากเพดาน หน้าเน่าเฟอะเกือบจะชนหน้ามัน เพียงเท่านั้นไอ้เป๋ก็พรวดพราดขึ้นร้องแรง วิ่งปุเลงๆร้องโวยวายออกมาอย่างที่พวกเรามองเห็น…เจ้าใหม่กลับพูดว่าไอ้เป๋ติดยาจนถึงตาฝาด บ้าไปเองน่ะซี!

อาทิตย์ถัดมา เพื่อนฝูงปากดีของผมก็พบของแท้เข้าเต็มแรง

คืนนั้น พวกเรานั่งโจ้สุรากันในห้องเพราะว่าปลายเดือนเต็มที พรุ่งนี้ก็จำต้องไปทำงานแต่เช้า กะว่าหมดแบนนี้จะเข้านอน …ราวสามทุ่มกว่าๆเห็นจะได้ เสียงร้องโหยหวนบาดใจก็ดังขึ้นจากตึกร้างหลังนั้นเอง…พวกเราลุกพรวดไปดูก็เห็นภาพนั้นเต็มตา

จันทร์เต็มดวงกับแสงไฟริมถนน เห็นชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งหน้าตั้งออกมา ดูเหมือนกับว่าเสื้อผ้าจะยังไม่เรียบร้อย ฝ่ายหญิงร้องไห้พลางวิ่งพลาง…โอ๊ย! ผีหลอก! ช่วยด้วย…

ไม่ว่าใครก็ทายใจได้ว่าวัยรุ่นไปพลอดรักกันแล้วโดนผี หลอกกระเจิงออกมา แต่เจ้าใหม่ยังอุตส่าห์กล่าวว่า…สงสัยมองเห็นแมวดำละมั้ง เลยนึกว่าผี…

เสียงมันหายไป ผมฉุกคิดก็ละสายตาจากผู้ที่วิ่งไปทางก้นซอย มองตามสายตาของเพื่อนฝูงไป…ภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าโดดเด่น กระจ่างอยู่ในแสง เป็นร่างดำทะมึนของชายที่นุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว เปลือยอกกว้างใหญ่โต ร่างสูงตระหง่านกำลังเงยช้าๆขึ้นมาดู

แดนนรกเป็นพยาน! ดวงตาแดงจ้าเหมือนแสงร้อนโชนจ้องหน้าเจ้าใหม่ไม่กระพริบ ส่วนสหายผมก็ร้องแม้กระนั้นอะๆอ้าๆไม่เป็นภาษาก่อนที่จะหัวเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงสลบไสลคาที่… พอเพียงฟื้นขึ้นมาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเกือบตลอดคืนเลยครับผม

ขอขอบคุณแหล่งที่มา ghost-in-manman.blogspot.com

บ้านสุดหลอน 303 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

บ้านสุดหลอน 303 

บ้านสุดหลอน 303 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อปี 2554 พวกเราได้เข้ามาทำงานในจังหวัดกรุงเทพ เป็นครั้งแรก ปฏิบัติงานทำงานเป็นบริกรที่ห้องอาหารแห่งหนึ่ง อยู่แถวข้างหลังสนามกีฬาหัวหมาก ที่ร้านค้านี้จะมีบ้านพักให้บุคลากรเช่าอยู่ด้วย เป็นจะเป็นอาคาร 7 ชั้น 3 ชั้นแรกเป็นห้องอาหาร ข้างบนที่เหลือจะทำเป็นห้องเช่า และก็สต๊อคของค่ะ พวกเราได้อยู่ชั้น 7 โดยชั้นนี้จะมีพี่ดี้ พี่สถานที่ทำงานอีกคนอยู่ด้วย แต่ว่าอยู่กันคนละห้องนะคะ.. พอเพียงขึ้นไปด้านบนคราวแรก มันมองเกลื่อนกลาดๆอึดอัด มีฝุ่นผง แล้วก็เศษปูนที่เขาตีทำห้อง บอกตรงๆว่าไม่น่าอยู่เลย พวกเราจะนอนตอนแทบตี 3 – บ่าย 2 นาฬิกา แล้วออกไปทำงานช่วงเวลาเย็นถึงดึกดื่น

วันแรกไปถึงพวกเราก็ยกมือขึ้นไหว้ไหว้ขอ เจ้าที่เจ้าทาง กล่าวว่าลูกมาขออาศัยอยู่ มาหารายได้ส่งคืนบ้าน และก็นอนด้วยความง่วงซึม รวมทั้งเหนื่อยจากการเดินทาง กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงคนมากมายระซิบด้านข้างหูว่า ‘ล็อคประตูหรือยัง?’ พวกเราตกใจผวาขึ้นมา รีบไปจับที่ประตูมองในทันที ปรากฏว่าประตูมิได้ล็อคจริงๆจ้ะ พวกเราก็แบบเหวอเลย แต่ว่าคิดในด้านดีว่าบางทีอาจจะเป็นเจ้าที่เจ้าทางมาเตือนก็เป็นไปได้.. มาถึงคืนที่ 2 พวกเราฝันมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งมายืนที่ประตูห้อง มานะจะเปิดทางเข้ามาในห้อง ซึ่งมันเป็นฝันที่ราวกับไม่ใช่ความฝันน่ะจ้ะ เหมือนจริงมากมายๆเพราะว่าธรรมดาแล้วเวลาพวกเราฝัน พวกเราจะไม่ค่อยฝันถึงสถานที่ที่พวกเรากำลังอยู่สักเท่าไหร่ รูปแบบของผู้ชายในฝันเป็น หัวล้าน ไม่สวมเสื้อ ผิวหนังเสมือนคนเป็นโรคผิวหนัง เขามานะจะเข้ามาให้ได้ แม้กระนั้นพวกเราก็ใช้แรงเต็มกำลังเพื่อจะดันประตูไว้ กระทั่งพวกเราตื่นขึ้นมา รู้สึกอ่อนเพลียเป็นอย่างมากเสมือนใช้แรงมาอย่างมากเลย

พอเพียงตอนไปปฏิบัติงาน พวกเราก็เล่าให้พี่สถานที่ทำงานฟังกัน แม้กระนั้นไม่ได้เล่าละเอียดนะคะ เพียงพอเขาได้ฟังก็ถามพวกเรากลับว่า ‘ผู้ชายตัวเตี้ยๆหัวล้านใช่ไหม?’ เราพูดว่าใช่ พี่เขาก็กล่าวว่า ‘เอ็งเจอดีแล้วล่ะ..’ เขากล่าวเท่านั้นแล้วก็เดินไปเลยคะ.. พอเพียงตอนเลิกงานด้วยความต้องการอยากจะรู้ พวกเราก็ไปขอให้พี่เขาเล่าต่อ ท้ายที่สุดพี่เขาก็พูดว่า ‘เป็นคุณลุงที่อยู่อาคารด้านข้างพึ่งตายได้ 3 วันเพียงเท่านั้น..’ พวกเรานี่ขนลุกซู่เลยล่ะจ้ะ.. ยังไม่พอเท่านั้นนะคะ คืนที่ 3 พวกเราก็เจอดีเข้าอย่างจังอีก ในขณะที่พวกเรากำลังจะหลับอีกแล้วจ้ะ ก็ได้ยินเสียงแว่วๆมาว่า ‘แม่ค่ะ หนูอยู่ด้วย แม่คะ หนูขออยู่ด้วยๆ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างงั้น พวกเราผวายืนขึ้นมา ปรากฏว่ามองเห็นเลยคะ เป็นเด็กชายนั่งจ้องมองพวกเราอยู่ที่ปลายเตียง! รวมทั้งเบาๆคลานเข้ามา เป็นดูเหมือนเป็นเด็กไม่สมประกอบแขนขาลีบ ด้วยความกลัวพวกเราก็ดึงผ้าที่เอาไว้สำหรับห่มขึ้นมาหุ้ม และจากนั้นก็สวดมนต์ไหว้พระอยู่พักใหญ่ แต่ซึ่งมันไม่ได้เรื่องเลย พวกเรารู้สึกเย็นวาบอยู่เสมอเวลา แล้วก็ราวกับเขาคล่อมทับพวกเราอยู่กับบอกว่า ‘แม่คะ หนูขออยู่ด้วย..’ พวกเรากลัวมาก จนกรีดออกมาสุดเสียงเลยจ้ะ ทำให้พี่ดี้ที่อยู่ห้องด้านข้างมาเคาะห้องพวกเราถามคำถามว่าพวกเราเป็นอะไร?

แล้วเหมือนเด็กคนนั้นก็หายไปในทันที เรารีบย้ายของไปนอนที่ห้องพี่ดี้ ยังตัวสั่นไม่หายเลย เราเล่าที่พบให้พี่เข้าฟัง แต่ว่าพี่เขากลับพูดว่า ‘น่าจะเป็นลูกของพี่เองล่ะ..’ พวกเราก็ถามคำถามว่า ‘คนดูแลกุมารหรอ?’ แต่ว่าพี่เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวว่า ‘อย่าบอกคนไหนกันนะ เด็กคนนั้นอาจเป็นลูกพี่เอง ด้วยเหตุว่าพี่ก็เคยพบ พี่น่ะเคยทำแท้งมาก่อน..’ แค่นั้นล่ะจ้ะ ขนลุกโดยทันที เรียกว่าพบติดๆกัน 3 วันรวดเลยทีเดียว.. แต่พวกเราก็ยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ตามเดิมนะ แต่ว่าพอเพียงพบเรื่องแบบงั้นพวกเราก็กลัวจ้ะ เลยไม่ค่อยจะได้มานอนที่ห้องตอนกลางคืนสักเท่าไหร่ พวกเราจะไปนั่งพักผ่อนร้านเน็ตแล้วค่อยขึ้นห้องนอนตอนราว 6 นาฬิการุ่งเช้าถึงบ่าย 2 นาฬิกาแทน พวกเราทำอยู่ได้ราว 4 เดือนก็ลาออกจ้ะ..…

หัวที่หายไป ตำนาน-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

หัวที่หายไป

หัวที่หายไป ตำนาน-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านเลยมา โดยคุณสมชาย อาชีพเจ้าหน้าที่รัฐ อยู่ที่จ.ชลบุรีก็ควรจะมีการเดินทางไปกลับ ระหว่างกรุงเทพ – ชลบุรี เป็นประจำคุณสมชายใช้รถปิคอัพ แบบมีแค็ปข้างหลังของทางกรม โดยเรื่องที่เกิดขึ้น คุณสมชายเล่าอย่างตื่นเต้นว่า..

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปงานกินเลี้ยงของทางกรม ที่จ.กรุงเทพฯ รวมทั้งเดินทางกลับไปอยู่ที่บ้านที่จังหวัดชลบุรีในคืนนั้นเลย.. สารภาพนะครับว่า ดื่มไปพอเหมาะพอควร แม้กระนั้นก็ยังมีสติขับขี่รถได้สบาย.. ประมาณตี 1 กว่าๆเพียงพอไปถึงตอนศรีราชา ถนนหนทางค่อนข้างจะมืดยุคนั้น จู่ๆก็มีสายเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งจังหวะที่ผมละสายตา ก้มจับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพียงแต่อึดใจเดียว ‘กึ่กรัม. กึ่กรัม. กึ่กๆๆ..’ เสียงมาจากใต้รถปิคอัพผม ราวกับไปเหยียบทับอะไรเข้า จนกระทั่งรถยนต์กระเทือนค่อนข้างจะแรง ผมตกอกตกใจมากมาย ก็เลยหยุดรถยนต์มองดูกระจกด้านหลัง ก็มองเห็นเป็นร่างคนนอนอยู่ 2 คน รวมทั้งมีรถมอเตอร์ไซค์ล้มอยู่ไกลๆ

ผมตกลงใจลงไปดู ปรากฏว่าเป็นร่างเด็กหนุ่มสาวชาย หญิงคู่หนึ่ง นอนนิ่งแน่อยู่ เลือดท่วมไปหมด โดยที่ศพเพศชายไม่มีท่อนหัว ภาพนั้นขนพองสยองเกล้า ติดตามากครับ ผมทายใจว่า อาจจะถูกชนแล้วหนี แล้วก็เมื่อกี้นี้ผมคงจะไปทับซ้ำเข้าอีก.. ผมรีบขึ้นรถขับกลับไปอยู่บ้าน และก็กลางทาง ก็ได้โทรบอกเหตุกับตำรวจไว้ด้วย

พอเพียงผมกลับมาถึงที่บ้าน เอารถยนต์เข้ามาในบ้าน ในตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาตี 2 ได้ ไอ้ถั่ว หมาบ้านผมก็เห่าเสียงดัง บอกให้หยุดก็ไม่ยินยอมหยุด ในขณะที่ธรรมดา มันก็ไม่เคยจะเห่า แต่ว่าผมก็มิได้ฉุกคิด ขึ้นห้องน้ำนอน.. และก็คืนนั้น ผมก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะว่าไอ้ถั่วมันไม่เห่า แม้กระนั้นครั้งนี้มันหอนแทน เสียงดังตลอดทั้งคืนเลย จนถึงในที่สุดผมก็หลับไป.. รวมทั้งเสมือนจะครึ่งหลับ ครึ่งหนึ่งตื่น ไม่ทราบฝันหรือจริง ผมมองดูไปที่ปลายเตียง มองเห็นเป็นเงาดำๆที่เพียงพอดูสีเสื้อออก ว่าเป็นเด็กชายไม่มีหัว ที่พบกลางทาง ยืนอยู่อย่างงั้น ไม่ไปไหน ผมนี่ขนลุกวาบ รีบหลับตา แต่ว่าพอเพียงเริ่มมีสติสัมปชัญญะ ทดลองลืมตามองดูอีกที ก็ยังคงไม่ไปไหน จนกระทั่งผมได้แต่ว่าคลุมโปง สวดมนต์ไหว้พระ แล้วแล้วไม่รู้เรื่องอย่างไร มารู้ตัวอีกครั้งก็ตื่นมารุ่งอรุณแล้ว..

เช้าวันนั้น ผมจำเป็นต้องตื่น ด้วยเหตุว่าได้ยินเสียงร้องของแม่ผม ดังมาจากด้านล่างหน้าบ้าน ผมรีบลงไปดูว่ากำเนิดอะไรขึ้น.. พอลงไปก็มองเห็นแม่ผม และก็ไอ้ถั่ว ยืนดูอะไรอยู่ ที่ฝั่งซ้ายของรถปิคอัพผม เพียงพอผมไปดูแค่นั้นล่ะ.. ภาพที่มองเห็นเป็น ท่อนหัวของเด็กวันรุ่นเพศชาย เลือดเยอะไปหมด ค้างอยู่ซุ้มล้อหน้าของรถยนต์ฝั่งคนนั่ง ในภาวะเบือนหน้าออกมา บริเวณใบหน้ามีแผลเหวอะหวะ และก็ตาเหลือกตาพองขึ้นจวนเจียนเกือบจะมองไม่เห็นตาดำ ผมแล้วก็ แม่เกือบเป็นลมเป็นแล้งไปทั้งสอง จนถึงควบคุมสติได้ ผมก็เลยรีบโทรแจ้งหน่วยกู้ภัย มาดำเนินการต่อ.. หน่วยกู้ภัยประเมินว่า น่าจะเป็นจังหวะที่ ผมขับขี่รถไปทับร่างซ้ำ แล้วหัวกำเนิดกระเด็นหลุด ใกล้กับรถยนต์มาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เนื่องจากเมื่อคืนนี้หน่วยกู้ภัย หาท่อนหัวในจุดเกิดเหตุอย่างไร ก็หาไม่พบ..

ผ่านประเด็นนั้นไปพักใหญ่.. ผมก็เล่าเมื่อคืนนี้ให้แม่ผมฟัง แม่ผมก็พูดว่า เค้าคงมาตามเอาหัวเค้าคืนน่ะสิ.. ผมก็จำต้องขนลุกอีกครั้งอย่างยิ่งจริงๆ.. รวมทั้งหากคนใดกันกล้า ต้องการเห็นภาพหัวที่ติดอยู่กับล้อ พอดิบพอดีมีเจ้าหน้าที่ถ่ายไว้ รวมทั้งได้ลงหนังสือพิมพ์อยู่ด้วยครับผม ผมสแกนไว้…

ปอบหรือป่าว เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ปอบหรือป่าว

ปอบหรือป่าว เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เช้ามืดของวันที่ 14 กรกฎาคม เวลาตี 3:25 เราขับรถออกจากบ้านคนเดียว เพื่อมุ่งหน้าไปสอบ อปท. ที่อำเภอโนนไทย จังหวัด นครราชสีมา เราก็ขับผ่าน 2 อำเภอแรก กำลังจะเข้าอำเภอที่ 3 ซึ่งอำเภอนี้อยู่ติดกับเขตอำเภอคง ซึ่งเพื่อนแนะนำมาว่าเป็นเส้นทางลัด ด้วยความที่เราไม่ค่อยชินเส้นทางนี้เท่าไหร่ จึงเปิด Map เพื่อดูเส้นทาง.. เวลา 04:33 เราขับมาถึงถนนเส้นหนึ่งตามที่ Map บอกให้เลี้ยวซ้าย ซึ่งเป็นเส้นทางข้างวัด สองข้างทางมีบ้านคนอยู่ประปราย แบบห่างๆ กัน สลับกับทุ่งนาค่ะ เราก็เลี้ยวไปตาม Map บอก ขับตรงต่อไปประมาณจะ 2 กิโลแล้ว Map บอกให้เลี้ยวขวา เราเลยชะลอรถมองดูทางขวาที่จะเลี้ยว ซึ่งตอนนั้นเราก็ตกใจปนเอะใจ ว่ารถจะวิ่งไปได้เหรอ? เพราะเป็นถนนลูกรังเส้นเล็กๆ ประมาณ 2 เลน เหมือนถนนเข้าไปนาน่ะค่ะ

พวกเราเลยตกลงใจถอยรถยนต์กลับดียิ่งกว่า ดูแล้วทางเปลี่ยวเกิน บวกกับพวกเราเป็นหญิงขับขี่รถมาผู้เดียวด้วย ระหว่างที่กำลังถอยรถยนต์กลับ ไฟหน้ารถยนต์ก็สาดไปโดนสิ่งหนึ่งเข้า ทีแรกๆก็รู้สึกว่าคงจะเป็นสุนัขหรือลูกโคตัวเล็กๆที่กำลังนั่งหันข้าง ก้มหัว ขยับเขยื้อนตัวไปๆมาๆนิดๆพวกเราก็หยุดรถยนต์นั่งมองดู เพียรพยายามใช้สายตาดูให้ชัดว่าเป็นอย่างไร? เลยตกลงใจเปิดไฟสูงหน้ารถยนต์กับไฟตัดหมอกเพื่อดูให้ชัดขึ้น ดูกระทั่งมั่นใจว่าโน่นไม่ใช่สุนัข หรือลูกโค แต่ว่าเป็นคนจ้ะ อายุราวป้า หรือคุณยายนี่ล่ะ ผมยาวประบ่า แม้กระนั้นรวบแบบหละหลวมๆมองกะเซ่อซ่ากะเซิง สวมเสื้อสีดำ หรือสีกรมนี่แหละ นุ่งผ้าถุง.. เอ็งเบาๆเบือนหน้ามองดูมาที่พวกเรา แล้วก็ขยับเขยื้อนตัวยืนขึ้นช้าๆในมือของป้า หรือคุณยายคนนี้ พวกเรายังไม่มั่นใจว่าเอ็งถืออะไร บวกกับพวกเราก็สงสัยว่าเอ็งเป็นอะไรหรือไม่ ถึงมานั่งทำอะไรนี้เดี๋ยวนี้ หรือเอ็งจะเจ็บ โดนรังแกมา หรืออะไรอย่างไรกันแน่ น่าเวทนา ในหัวพวกเราก็คิดไปต่างๆนานา พวกเราเลยตกลงใจว่าจะลงไปถาม เผื่อมึงอยากได้การช่วยเหลือ

ในระหว่างที่เรากำลังเปิดประตูรถลงไป สายตาเราก็มองดูป้า หรือยายคนนี้ตลอด จนเราต้องมาหยุดชะงัก รีบกลับเข้าไปนั่งในรถ และล็อคประตูทันที! เพราะช่วงที่แกขยับหันหน้าเดินตรงมาที่เรา ลูกตาแกขาวเกือบหมด มีตาดำเป็นจุดเล็กๆ เท่านั้น ตอนนั้นคือเราตกใจมาก! รีบถอยรถกลับขึ้นถนนใหญ่ แล้วจอดมองผ่านกระจกข้างด้านซ้ายมือ เราก็เห็นแกกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่รถเรา ซึ่งระยะทางมันไม่ได้ไกลจากรถเราเท่าไหร่ ตอนนั้นเราตัดสินใจค่อยๆ เหยียบคันเร่งขับออกไป ตาก็มองผ่านกระจกมองหลัง สลับกับกระจกมองข้างว่าแกวิ่งตามมาไหม ภาพที่เห็นทำเราแทบช็อคค่ะ! สรุปว่าแกวิ่งตามมาค่ะ วิ่งเร็วด้วย! เราแน่ใจว่าแกไม่ใช่คนแล้วล่ะ เรารีบเหยียบรถแบบมิดเลยค่ะ

ขับมาจนถึงสถานีตำรวจ เราไปจอดรถตรงที่ที่สว่างที่สุด จนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินมาถามว่าเป็นอะไรไหม? เราเลยถามตำรวจว่า ‘มีใครวิ่งตามรถเรามาไหม?’ ตำรวจบอกไม่มี เราจึงค่อยสบายใจขึ้นมานิดนึง.. พอพักจนเริ่มโอเคขึ้น เราก็ขับรถต่อจนมาถึงโรงเรียนที่เป็นสนามสอบ อปท. วันนั้นทั้งวันใจเราไม่อยู่กับข้อสอบเลย จนสอบเสร็จก็เกือบเย็น ซึ่งตอนกลับเราก็ต้องผ่านเส้นนี้อีก ถ้าไปถึงจุดนั้นก็คงค่ำพอดี เราเลยตัดสินใจวิ่งเข้าอำเภอคง แล้วไปออกถนนมิตรภาพแทน ซึ่งมันอาจจะไกลกว่า แต่เราคิดว่ายังไงรถก็เยอะ คนเยอะคงปลอดภัยกว่าเส้นเดิมแน่ๆ จนกลับถึงบ้านเกือบ 1 ทุ่ม เราเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง ก่อนที่แม่จะให้เราเข้าบ้าน แม่เอาฝ้ายจากหลวงพ่อมาผูกให้เรา และให้เราล้างเท้าก่อนเข้าตัวบ้าน เหตุผลคือ แม่กลัวว่าป้า หรือยายคนนั้นจะติดตามมาด้วย เรื่องที่เราเจอมาก็ประมาณนี้ค่ะ อาจเขียนเล่าได้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ แต่ภาพป้า หรือยายคนนั้นวิ่งไล่รถยังจำได้ติดตามาจนถึงตอนนี้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online…

ทางผีผ่าน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ทางผีผ่าน

ทางผีผ่าน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณวารี เกิดขึ้นสมัยเป็นนักศึกษาปี 4 ที่ต้องมีงานกลุ่ม ออกเดินทางไปถ่ายทำ Music Video ที่ต่างจังหวัดอะไร โดยที่กลุ่มของคุณวารี เลือกที่จะไปถ่ายทำกันที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ในจังหวัดราชบุรี..

คุณวารี่เล่าว่า.. เรา และเพื่อนอีก 3 คน ออกเดินทางกันตอนหลังเลิกเรียน วันนั้นเลิก 5 โมงเย็น และทานอาหารเย็นเสร็จอีก กว่าจะได้ออกจริงๆ ก็ทุ่มกว่า ไปกันด้วยรถของบี เพื่อนกระเทยคนหนึ่งในกลุ่ม ซึ่งเป็นคนขับ และเรานั่งหน้า ส่วนเพื่อนอีก 2 คนนั่งหลัง.. ระหว่างทาง ก็แวะหาของกินไปตลอดทาง ไม่ได้รีบอะไร ที่ไปนี่ก็ไม่ได้แม่นเส้นทางกันกันเท่าไหร่ กะว่าก็จะไปถามคนแถวนั้นเอา

เราไปราชบุรีก็ประมาณ 3 ทุ่มกว่า จนถึงซอยเล็กๆ ที่มีบอกทางไปวัดที่เป็นจุดหมายของเรา ก็ขับเข้าไปเรื่อยๆ แต่เราก็รู้สึกว่ามันไกลมาก และก็มืดมากๆ 2 ข้างทางมีแต่ทุ่ง กับป่าสลับกัน จนสุดท้ายก็ไปถึงร้านขายของชำเล็กๆ พวกเราเลยจอดรถถามทาง พอดีว่ามีลุงแก่ๆ คนหนึ่งกำลังปิดร้านอยู่ บี เลยถามว่า ‘วัดไปทางไหน อีกไกลมั้ยคะ?’ ลุงแกก็เดิมมาใกล้ๆ ด้วยสีหน้าแปลกๆ และบอกว่า ‘จะไปวัดหรอ? ตรงไปเรื่อยๆ อีกพักนึง แล้วจะมีทางแยก แต่ไม่ว่าจะเจออะไร ก็ให้เลี้ยวทางขวาเท่านั้น’ พวกเราก็งงๆ และก็ออกเดินทางต่อ..

พอขับมาสักพักใหญ่ๆ ซึ่งก็ไกลพอสมควร ก็มาเจอทางแยก แต่ว่าทางด้านซ้าย มีป้ายเขียนว่าไปวัด พวกเราที่คุยกันมาตลอดทางจนลืม ก็เลยถามกันว่า ตะกี้ลุงแกบอกว่าให้เลี้ยวทางไหนนะ? บีตอบว่า ป้ายมันชี้ว่าทางซ้ายไปวัด ก็ขับตามป้ายไปก่อนดีกว่า และก็ขับมุ่งหน้าไปทางซ้าย..

พอขับเข้ามาทางนี้ เส้นทางค่อนข้างแคบมาก และข้างทางด้านซ้ายเป็นบึง ทางขวาเป็นป่า เข้ามาค่อนข้างไกลมาก ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีบ้านคน หรือวัดเลย.. เราก็เริ่มง่วงนอน เลยว่าจะนอน โดยหันหน้าออกไปทางกระจก.. จู่ๆ เราก็เหลือบเห็นผู้หญิงใส่ชุดดำ เดินก้มหน้าอยู่ เราก็คิดในใจว่าว่าจะให้บีจอดถามทาง แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะเข้าใจว่า ผู้หญิงคนนี้อาจจะมางานศพ คงใกล้จะถึงวัดแล้วแน่ๆ.. สักพัก เพื่อน 2 คน ท้ายรถก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาลั่นเลย เราก็ตกใจถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อน 2 คน ก็บอกแค่ว่า ถ้าเจออะไรมาขวางทางหน้ารถ ให้ขับผ่านไปเลยนะ จนสักพัก เราก็หันหน้าไปที่กระจก ก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดดำอีก แต่ครั้งนี้ เธอหันหน้ามองมาที่เราตลอดเวลา จนรถผ่านไป.. ตอนนั้นเราใจไม่ดีเลย แต่ก็ไม่กล้าบอกบี เพราะกลัวว่าจะเสียสมาธิขับรถ ซึ่งตั้งแต่เข้ามาทางนี้ บียังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ..

จนสุดท้ายพวกเราก็เห็นพระรูปหนึ่ง ยืนกวักมือเรียก ชี้ให้เลี้ยวมาจอด.. พอเราลงจากรถกัน พระท่านบอกให้ไปที่โบสถ์ทันที และก็ถามพวกเราว่า เห็นอะไรมากันบ้างล่ะ? เราก็เล่าสิ่งที่เราเห็นให้ฟัง และก็ได้รู้ว่าเพื่อนๆ เราเจอยิ่งกว่าเราทั้งนั้นเลย.. เพื่อน 2 คนที่นั่งหลังบอกว่า ตอนที่กรี๊ด นั่นเพราะหันไปที่กระจกหลัง แล้วเห็นเด็ก 2 คนเกาะกระจกหลังอยู่ ใบหน้ามีแต่เลือด.. ส่วนบีคนขับ บอกว่าไม่รู้สึกตัว ตั้งแต่ที่เห็นชายแก่นั่งจ้องหน้า อยู่ที่หน้ารถมาตลอดทาง ยังงงตัวเอง ว่าขับมาถึงได้ยังไง..

พระท่านเลยบอกว่า ‘พวกเราโชคดีมาก ปกติใครที่ขับรถผ่านเส้นทางนี้มาเวลานี้ อาตมาต้องให้ไปรับศพแทบทุกราย เพราะเส้นทางนั้น เป็นทางผีผ่าน เป็นทางที่วิญญาณที่ทำชั่วจะไปลงนรก ถ้ามีมนุษย์ผ่านมา พวกวิญญาณก็จะติดตามไป เพื่อกลับไปสู่โลก’ พวกเรานี่ขนลุกกันหมดเลย.. คืนนั้นเรานอนกันบนรถ เพราะอีกไม่นานก็เช้าแล้ว

พอรุ่งเช้า พวกเราก็ไหว้พระ ทำบุญกัน และถามหาพระรูปที่คุยกับพวกเราเมื่อคืน แต่พระรูปอื่นต่างบอกว่า ไม่เคยรู้จักพระรูปนั้นเลย และที่วัดนี้มีพระอยู่เพียง 7 รูปเท่านั้นเอง..

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online…

ตำนาน-เรื่องหลอน ผีกระหัง

Posted in Uncategorized

ผีกระหัง

ตำนาน-เรื่องหลอน ผีกระหัง

กระหัง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า กระหาง เป็นผีตามความเชื่อถือของคนประเทศไทย เป็นผีผู้ชาย คู่กับ กระสือ  ซึ่งเป็นหญิง เช้าใจกันว่าคนที่เป็นกระหังนั้น จะเป็นคนที่เล่นไสยเวท เมื่อเวทมนตร์คาถาเก่งไม่อาจควบคุมได้ก็จะเข้าตัว เปลี่ยนเป็นกระหังไป

กระหัง จะบินได้ในกลางคืน จะใช้กระด้งฝัดข้าวชิดกับแขนแทนปีก รวมทั้งใช้สากตําข้าวหรือสากกระเบือผูกใกล้กับขา แทนหาง หรือขา ออกหากินของสกปรก เหมือนกับ กระสือ หรือผีโพง

ในกลางปี พุทธศักราช 2555 ที่หมู่บ้านลาดบัวขาว อำเภอสีขนคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีความแตกตื่นของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ตรงนั้น กว่า 2 เดือน เมื่อช่วงเวลากลางคืน หญิงสาวผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยขณะหลับ ได้ถูกเงาที่มองดูไม่ชัดเจนของชายลึกลับลูบราวกับล่วงเกิน เมื่อรู้ตัวหรือตื่นมาแล้ว จะหลบซ่อนไปด้วยความรวดเร็วไม่ถูกมนุษย์ปกติ ซึ่งร่ำลือกันว่าเป็นกระหัง แต่ว่าเมื่อตำรวจจับได้ ก็ปรากฏว่าเป็นชายที่ติดยาจนถึงทำให้มีภาวะจิตไม่ปกติเพียงเท่านั้น…

ผีคนไข้ชุดแดง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีคนไข้ชุดแดง

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีคนไข้ชุดแดง

เรื่องนี้ได้ฟังมาจาก The Ghost Radio ทางแอพ JOOX เป็นเรื่องของคุณแหม่ม ซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ คุณแหม่มเล่าว่า.. เราชอบขึ้นเวรกลางคืนเพราะมันไม่ค่อยวุ่นวายเหมือนตอนกลางวัน เวรกลางคืนจะมีพยาบาล กับ ผู้ช่วยพยาบาล โดยจะมีช่วงพักเบรคสลับกันช่วงเวลา ตี 1 ถึงตี 3 กับ ตี 3 ถึงตี 5 ของทุกวัน (ถ้าไม่มีเคสหนักๆ)

คืนหนึ่งเราก็เข้าเวรตามปกติ วันนี้ได้พักเบรคแรก พอตี 3 ก็ตื่นมานั่งที่เคาเตอร์พยาบาล แต่เรายังรู้สึกง่วงอยู่จึงฟุบลงกับเคาเตอร์ สักพักก็หลับไป.. ในฝันคือได้ยินเหมือนมีคนไข้กดออดเรียกขอความช่วยเหลือ ที่เคาเตอร์พยาบาลจะมีแผงไฟที่บอกว่าห้องไหนกดเรียก พอเดินออกไปที่ห้องดังกล่าว ก็เห็นคนไข้ผู้หญิงยืนหันหลังอยู่ที่หน้าห้อง เราเลยแปลกใจ ถามออกไปว่า ‘มีอะไรให้ช่วยไหมคะ.. ทำไมมายืนตรงนี้?’ จากนั้นคนไข้ก็ค่อยๆ หันมา แล้วก็กระโดดเข้ามาใส่เรา! จนเราตกใจตื่นขึ้น

พอตื่นขึ้นมา ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงยืนอยู่นอกเคาเตอร์พยาบาล เราจึงเปิดกระจกถามว่า ‘มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?’ ผู้หญิงคนนั้นพูดว่า ‘ช่วยทำบุญให้หน่อยค่ะ..’ พร้อมกับบอกชื่อ-นามสกุลของเธอมา เราไม่ค่อยแน่ใจ จึงถามกลับไปอีกว่า ‘..ให้ทำอะไรนะคะ?’ ผู้หญิงคนนั้นก็พูดว่า ‘ช่วยทำบุญให้หน่อยค่ะ..’ พร้อมกับบอกชื่อ-นามสกุลของเธอ พูดเสร็จเธอก็เดินกลับไปที่ห้องคนไข้ เราเลยรีบวิ่งออกจากเคาเตอร์พยาบาลไปดู แต่ก็ไม่ทันเห็นว่าเธอเข้าไปห้องไหน ก็เลยเดินกลับมาที่เคาเตอร์พยาบาลด้วยความงงๆ มองนาฬิกาเป็นเวลาตี 3 ครึ่งแล้ว แต่ก็คิดว่าอาจจะเป็นญาติคนไข้มาแกล้งก็เป็นได้

จนกระทั่งตี 5 ครึ่ง ได้เวลาไปวัดไข้ และเช็ดตัวคนไข้ตามห้องต่างๆ เราก็สังเกตไปด้วยว่า มีญาติคนไข้คนเมื่อวานหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครหน้าตาแบบนั้น หรือสวมชุดสีแดงแบบนั้นเลย.. ด้วยความสงสัย และก็จำชื่อ-นามสกุลที่ผู้หญิงคนนั้นบอกได้ เราเลยโทรไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ให้ช่วยเช็คให้ทีว่ามีคนไข้ชื่อนี้นามสกุลนี้ เคยมารักษาที่นี่หรือเปล่า? จากนั้นเราก็กลับไปทำงานต่อ.. สักพักเจ้าหน้าที่ที่เช็คข้อมูลให้ก็โทรกลับมา บอกว่าชื่อที่ให้เช็ค เป็นคนไข้ที่เคยมารักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิตไปแล้วที่ห้องฉุกเฉิน เมื่อคืนเป็นวันที่คนไข้คนนี้เสียชีวิตครบรอบ 1 ปีพอดี พอเราได้ยินแบบนั้นขนนี่ลุกวาบ ขานี่สั่นเลยค่ะ

จากนั้นเรื่องนี้ก็กลายเป็น talk of the town ของโรงพยาบาลเลย ดังไปถึงระดับผู้บริหารของโรงพยาบาล จนต้องมีการทำบุญใหญ่ และมีพระมาพรมน้ำมนต์ให้เราด้วยค่ะ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online

 …

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สิ่งที่เหลืออยู่จากสึนามิ

Posted in Uncategorized

สิ่งที่เหลืออยู่จากสึนามิ

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สิ่งที่เหลืออยู่จากสึนามิ

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณผึ้ง ขณะเขียนไปนี้ยังขนลุกอยู่เลย ใช้วิจารณญาณกันเองนะคะ.. คือเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ผึ้งไปสัมนาที่ภูเก็ต 4 วัน ไปกับหัวหน้า และภรรยาหัวหน้า โดยพักที่โรงแรมแถว หาดป่าตอง ซึ่งก็ดูสวย และใหม่ดี เราแบ่งกันเป็น 2 ห้อง โดยผึ้งนอนคนเดียว.. เช้าวันที่ 2 ตอนทานอาหารเช้ากัน หัวหน้ามาเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อคืนเค้าฝันว่า ผึ้งเดินร้องไห้ไปเคาะห้องเค้า กับภรรยา บอกว่าขอนอนด้วย โดยที่มีฝรั่ง 2 คนตามมาด้วย.. ผึ้งฟังแล้วตลกดี แต่ไม่ได้คิดอะไร เพราะก็นอนหลับสบายดี ไม่มีอะไร.. จริงๆ ผึ้งเป็นคริสเตียน และไม่เชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณเท่าไหร่

ทางเดินออกจากห้องผึ้ง จะเป็นทางเดินยาวๆ และทุกครั้งที่เดินออกจากห้อง ผึ้งจะเดินสวนกับเด็กฝรั่งคนนึง อายุประมาณ 13-14 ปี ผมแดง ตาสีฟ้า หน้าตาใสๆ หล่อเชียว ใส่เสื้อกับ กางเกงสีดำ ดูอายๆ เดินเอาตัว

เบียดทางเดินตลอดเลย.. ผึ้งก็เริ่มคิดว่า เจอเด็กคนนี้บ่อยไปรึเปล่านะ ทำไมต้องเดินสวนตรงทางเดินทุกที และทำไมเค้าไม่เคยเปลี่ยนเสื้อเลย ตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นลูกของฝรั่งสักคน ที่เค้ามาสัมนากับเรา เพราะถ้าใช่ ก็เป็นไปได้ ที่เราจะเจอกันบ่อย เพราะเราต้องกินข้าวพร้อมกัน ขึ้นรถคันเดียวกัน จนกระทั่งวันที่ 4 ผึ้งลงมาที่ล็อบบี้ ขาลงมาก็สวนกันอีกแล้ว พอขึ้นไปเอาของที่ห้อง แล้วเดินลงมาใหม่ ก็เจออีก.. มันบ่อยไปแล้วมั้ง ผึ้งเลยเริ่มเช็คฝรั่งในกรุ๊ปสัมนา ว่ามีใครเอาลูกมา และกี่คน เดินดูหน้าทีละคน ก็ไม่เจอเด็กคนนี้เลย ถามคนที่อยู่ห้องโซนเดียวกัน ก็ไม่มีใครเคยเห็น..

ผึ้งอยู่ห้องเดิมหลายวัน ก็จะมีแม่บ้านมาทำห้องให้ทุกวัน โดยเค้าจะมาช่วงสายๆ ตอนที่แขกไม่อยู่ห้อง.. ช่วงบ่ายๆ ผึ้งกลับมา ห้องก็เรียบร้อย และห้องพักผึ้งติดสระว่ายน้ำค่ะ คือลงสระจากระเบียงหน้าห้องได้เลย

บ่ายๆ กลับมาถึง ผึ้งก้อเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ เล่นน้ำเกือบทุกวัน ผ้าเช็ดตัวก็ใช้แล้ววางเกลื่อน นอกห้องมั่ง ในห้องมั่ง พาดเก้าอี้ ตามประสาคนไม่เรียบร้อยค่ะ แต่พอตอนเย็นออกไปกินข้าว กลับมาผ้าเช็ดตัวจะพับขอบ พาดไว้อย่างดีทุกครั้งเลย เนี๊ยบมากๆ ทั้ง 4 ผืน ผึ้งก็งงว่า ทำไมเค้าเข้ามาทำห้อง วันนึงหลายรอบจัง เลยไปถามทางโรงแรม พนักงานบอกว่า แม่บ้านทำแค่ครั้งเดียว คือช่วงสาย.. ชักไม่ดีซะแล้ว ถึงขนาดที่ว่าผึ้งเพิ่ง

อาบนำเสร็จ ผ้าเช็ดตัวพาดกับเก้าอี้ เดินออกไปห้องหัวหน้าแป๊ปเดียว กลับมา ผ้ามันกลับถูกแขวนไว้ อย่างสวยงามในห้องน้ำอีกแล้ว! ผึ้งค่อนข้างแน่ใจละว่าคืออะไร.. ผึ้งกลัวมากตอนนั้น เลยไปห้องหัวหน้า เล่าให้

ภรรยาหัวหน้าฟัง ภรรยาหัวหน้าก็กลัว เลยให้ผึ้งนั่งอยู่ห้องเค้า.. พอหัวหน้าผึ้งกลับมา ผึ้งก็เล่าให้เค้าฟัง และบอกให้ช่วยไปดูห้องผึ้งหน่อย ผึ้งว่ามันแปลกๆ

หัวหน้าเค้าก็เข้าไป ดูรวมๆ ก็ไม่มีอะไร พอจะเดินออกแล้ว หันไปทางห้องน้ำ สิ่งที่เห็นคือ เด็กผู้ชายฝรั่ง เสื้อดำ ผมแดง กำลังยืนจับผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องน้ำผึ้ง และเด็กคนนั้นก็หันมามองหัวหน้า สบตากัน ก่อนที่หัวหน้าจะวิ่งกลับมาที่ห้อง เค้าบอกว่า ตอนวิ่งก็หันหลังกลับไปดู เด็กคนนั้นก็เดินตามมาด้วย.. สุดท้ายเรา 3 คนเลยไปหาผู้จัดการโรงแรม เพื่อขอดู CCTV ภาพที่เห็นคือ หัวหน้าวิ่ง หันหลังมา แล้ววิ่งต่อ แต่ไม่มีเด็กคนนั้น ผึ้งขอย้อนกลับไป จนถึงช่วงบ่ายๆ ที่ผึ้งเจอเด็กคนนั้นที่ทางเดิน แต่กลับเห็นแค่ผึ้ง เดินผ่านทางเดินคนเดียวทุกครั้ง ไม่เคยเดินสวนกับเด็กคนนี้เลย..

คืนสุดท้าย ผึ้งยังคงนอนห้องเดิม ก็เกรงใจหัวหน้าด้วย เพราะเค้ามากับภรรยา ถึงเค้าจะบอกให้เราไปนอนได้ก็ตาม ผึ้งก็ไม่กล้าไปค่ะ สุดท้ายก็พยายามนอนต่อไป แต่มันจะอึดอัดมาก แค่ไปแปรงฟัน กลับเข้ามา ผ้าก็ถูกย้ายอีกแล้ว.. เครียดจนร้องไห้ สุดท้ายคืนนั้น ก็เดินร้องไห้ไปขอนอนห้องหัวหน้า.. จริงๆ ลืมเรื่องที่เค้าฝันคืนแรกไปแล้ว และหัวหน้ามาบอกก่อนขึ้นเครื่องกลับมา ว่าผึ้งใส่เสื้อกับกางเกง เหมือนที่เค้าฝันคืนแรกเป๊ะเลย

พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ผึ้งก็ได้หาข้อมูลของโรงแรมนี้ในอินเตอร์เน็ต พบว่า โรงแรมนี้เคยมีแขกชาวต่างชาติ เสียชีวิตหลายคน จากเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 2547.. ผึ้งก็ได้แต่ขนลุกเพราะเป็นครั้งแรก ที่เคยเจอเรื่องแบบนี้ในชีวิตค่ะ

~ RIP แด่ผู้เสียชีวิตทั้งหมด ในเหตุการณ์ สึนามิ ที่ภาคใต้ ~

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online

 …