Skip to content

หมวดหมู่: Uncategorized

ผีหลวงลุง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีหลวงลุง 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีหลวงลุง

เรื่องผีของพระดีๆ เรื่องนี้…. พอโตขึ้น (ชักเห็น+คุยกับผีเยอะ มีประสบการณ์) ลองมาย้อนคิดดูแล้ว เสียงผีที่ได้ยินในตอนนั้นไม่ใช่ผีพระที่เราไปในงานศพของท่านหรอก แต่เป็นเสียงของผีน้องชายพระที่ก็คือคุณปู่ของเรา ที่แม้จะเสียไปนานมากมายมายหลายสิบปีแล้ว แต่จนแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมาเดินตรวจตราภายในบ้านให้เราได้เห็นบ่อยๆ

เป็นเรื่องผีไม่ค่อยน่ากลัวอีกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ตอนนั้น พิธีศพ ของหลวงลุงหลังจากที่ท่านมรณะภาพไปคือเก็บศพไว้ 100 วัน ที่วัดเจริญวราราม (วัดน้อยคลองด่าน) เพราะเป็นวัดของท่าน เรียกว่าอยู่พัฒนาที่นั่นมาครึ่งค่อนชีวิต หลวงลุงท่านรักวัดนี้มาก ร้อยวันที่เก็บศพผ่านมานี่ไม่อะไร จนถึงวันเผานั่นแหล่ะ

พิธีเผาศพก็จัดกันอย่างใหญ่โตสมเกียรติเจ้าอาวาส เนื่องจากหลวงลุงท่านเป็นเกจิด้วย แล้วก็เป็นพระนักพัฒนาซึ่งที่รักของเหล่าชาวบ้านคนแถวนั้นทั่วไป งานของท่านชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้นเลยไปช่วยกันเยอะแยะหนาตา มีการทำอาหารไปแจกจ่าย ชอบร้านไหนเข้าร้านนั้น หยิบได้เลย ทานฟรี!!
บ้านเราก็เอารำไปแสดงหน้าไฟด้วย (เนื่องจากเป็นตระกูลนาฏศิลป์ไง) แล้วก็มีคณะขณะโขนไปเล่นหน้าไฟให้อีก

ที่นี้แบบว่า…. เราเป็นเด็กไม่รักดี ที่บ้านสอนรำ ตัวเองก็รำไทย แต่ดันไม่ชอบดูรำดูโขน (ก็มันเบื่อนี่หว่า อยู่บ้านก็ดูยังจะให้ตูไปดูที่อื่นอีกเร๊อะ!!) อันนี้เบื่อจริงๆ นะเปล่าล้อเล่น เห็นโขนปุ๊บเป็นจะหลับเอาเสียให้ได้ ความจริงไม่ได้แพ้รำไทย แต่แพ้โขน เห็นมาตั้งกะยุค ร.2 เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น เรื่องไหนก็เรื่องนั้น แต่แน่ๆ คือบทไหนก็บทนั้น ทุกยุคทุกสมัยไม่มีครีเอท ดูแล้วเบื่อมากๆ

นั่นแหล่ะ ก็เลยแอบเผ่นไปลักลอบงีบเอาบนรถ หลับสนิทอย่างไม่เกรงใจใครเลยคับทั่นตอนนั้น ก็ในระหว่างเราที่หลับสนิทอยู่นั่นเอง อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชาย… ไม่ค่อยแน่ใจนะงับว่าเป็นเสียงหลวงลุงท่านหรือเสียงคุณปู่ของเราที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ แต่ที่แน่ๆ เป็นเสียงดุๆ มาเรียกชื่อเราดังลั่นเลย คำเดียวเล่นเอาสะดุ้งตื่นตาสว่าง แต่พอตื่นมาแล้วกลับมองไม่เห็นใครสักคน

ตอนนั้นก็ยังงงอยู่ว่าใครมาปลุก คิดอยู่ในใจว่าถึงเวลาเผาศพหรือยัง ก็เลยลงจากรถเดินมาหาคุณแม่แถวๆ เมรุ ปรากฏว่าเขากำลังจะเผาศพพอดี เลยได้ตื่นมาทันเผาเลย

นอกจากเรื่องประหลาดว่าใครมาปลุกเราแล้วก็ยังมีเรื่องประหลาดที่ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเขางงกันอีกด้วยเพราะเมื่อเปิดโลงศพขึ้นมา ศพของหลวงลุงท่านที่เก็บเอาไว้นานถึงหนึ่งร้อยวันนั้น แม้ร่างกายจะเน่าเปื่อยพุพอง แต่ใบหน้าส่วนศีรษะตั้งแต่ลำคอขึ้นมากลับไม่เน่าเปื่อย แถมยังมีรอยเลือดฝาดดูเหมือนว่ายังมีชีวิตอยู่อย่างไรอย่างนั้น

เรื่องนี้ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือลูกศิษย์ที่สัดของหลวงลุงอ่ะดิ พอเห็นว่าส่วนหัวท่านไม่เน่าเปื่อยก็มีดอันเบ่อเริ่มมา บอกว่าจะตัดคอท่านเก็บหัวเอาไว้ แล้วนั่นแหล่ะ แม่เรารีบห้าม โวยวายใหญ่เลยว่าไม่เอาๆ จะตัดศีรษะท่านทำไม ให้อยู่กับหัวเผาไปด้วยกันนั้นแหล่ะดีแล้ว ดีจริงๆ ค่ะแม่ขา ทำอย่างกับเทศกาลล่าหัวมนุษย์ ตัดไว้แค่หัวแล้วพี่กะจะแขวนหัวโชว์หรือยังไง มันหลอนจริงจังเลยนะเฟ้ย!!…

มีผีเป็นแฟน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

มีผีเป็นแฟน 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มีผีเป็นแฟน 

มักมีคนถามเสมอว่าการมีแฟนเป็นผี เป็นอย่างไร ผมมักถามกลับไปว่าแล้วคุณคิดว่าอย่างไรล่ะ เพราะผมเข้าใจคำถามของเขาดี เนื้อคำถามไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือท่าทีและน้ำเสียงที่ดูถูก รวมไปถึงเยาะเย้ยเสียดสี แน่ล่ะ มันหมายความว่าผมเป็นพวกสติปัญญาไม่เต็มเต็ง ก็คนทั่วไปใครจะมีแฟนเป็นผีบ้าง ก็บอกแล้วไงว่าผมเป็นพวกความสามารถพิเศษ!

เมื่อก่อนผมไม่เคยเชื่อไม่เคยสนใจเรื่องเกี่ยวกับผีๆ หนังผี ละครผี หนังสือผี ผมก็ไม่ดูไม่สนใจ ออกจะเยาะเย้ยถากถางเสียด้วยซ้ำ โง่ งมงาย ไร้สาระ ผีมีที่ไหน อะไรประมาณนี้!

มันก็เหมือนเรื่องอื่นแหละ หากไม่เจอกับตัว ไม่เชื่อ

ผมพบกับเธอครั้งแรกก็ตอนที่ซื้อฟูกนอนเก่าขนาด 6 ฟุตมาใช้ ตอนนั้นละแวกที่ผมพักมีร้านเปิดใหม่จำหน่ายสินค้ามือสองจากญี่ปุ่น ผมแวะไปหลายหน มักได้ของติดมือกลับมาทุกครั้ง ตอนแรกก็แปลกใจ ฟูกนอนขนาดใหญ่ 6 ฟุต เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นของคนญี่ปุ่นและที่สำคัญจะนำเข้าของอย่างนี้มาทำไมกัน มันดูเกะกะกินเนื้อที่และในเมื่อเมืองไทยเราก็หาซื้อได้ไม่ยาก หลังแวะเวียนไปบ่อย พูดจาจนคุ้นเคยกับเจ้าของร้านผมก็ได้คำตอบ แกยอมรับว่าเป็นของมือสองที่แกไปหาซื้อมาเองด้วย

ถึงอย่างไรผมก็ตกลงซื้อที่นอน 6 ฟุตนี้ เพราะด้วยราคาที่เพียงสี่ร้อยบาท บวกกับสภาพก็ดูใหม่สะอาด แถมยังส่งถึงบ้าน ผมตากแดดไปสองแดดก่อนจะนำเข้าบ้านใช้เป็นที่นอนหลังใหม่

คืนแรกนอนหลับสบาย เพียงแต่รู้สึกยวบๆ ชอบกลตลอดทั้งคืน ตื่นเช้าผมมองอย่างสำรวจตรวจสอบก็ไม่พบว่าที่นอนจะยวบยาบเสียรูปทรงจากการผ่านคนนอนมามากๆ และนานๆ

คืนที่สองและสามที่นอนยวบลงมากกว่าคืนแรก ผมเปิดไฟสว่างทั้งห้อง ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ คืนต่อๆ มาทุกครั้งที่กำลังเคลิ้มหลับ มักรู้สึกราวกับมีคนค่อยๆ นั่งลงบนที่นอน แล้วล้มตัวลงนอนตาม เพราะมันยวบลงอย่างรู้สึกได้ สักพักเตียงก็หายยวบ ผมหลับต่อ เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน

คืนหนึ่งผมล้มลงนอนเหมือนทุกวัน กำลังจะเคลิ้มหลับก็เหมือนทุกวันนั่นแหละ ผมคิดในใจวันนี้ขอพิสูจน์หน่อยซิ ก่อนจะพลิกตัวไปอีกทางพุ่งไปกดสวิตช์ไฟในห้องทุกดวง ก็เหมือนคืนแรกผมนั่งมองรอบห้องและสุดท้ายก็ใช้สายตาจับจ้องไปที่ฟูก เฝ้ามองว่ามันจะยวบอีกเมื่อไหร่ จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็น ผมม่อยไปตอนไหน ก็ไม่รู้

จนกระทั่งคืนนั้นแหละ ผมดื่มกับเพื่อนเก่าสองคนที่ไม่ได้เจอกันนานจนเมาหนัก เพื่อนคนที่ไม่เมาอาสาขับรถมาส่งแถมยังช่วยพยุงผมขึ้นห้อง วางผมลงบนที่นอนแล้วลงไปพยุงอีกคนที่ขอนอนที่ห้องผมด้วยขึ้นมา

เพื่อนเล่าในเวลาต่อมาว่าเขาเห็นผมนอนกับผู้หญิงอีกคน ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาคิดว่าเป็นเมียผม ตอนที่เขาเล่าให้ฟัง ผมเฉยๆ ไม่ได้ปฏิเสธ จนเพื่อนคนที่ขอนอนค้างด้วยบอกว่าเขาก็เห็นผู้หญิงนอนข้างผม แถมมองเขาตาขวาง เขายังนึกในใจว่าทำไมเมียผมดุนักไม่พูด จาทักทายต้อนรับ ยังเย็นชาใส่อีก รุ่งเช้าสร่างเมาเขาก็ขอตัวกลับ แล้วเขาก็ห่างๆ ไป เขาบอกว่าเข้าใจว่าเมียผมไม่ชอบหน้านัก ก็เลยไม่อยากมารบกวน

จากนั้นเป็นต้นมามักมีคนเห็นผมเดินกับผู้หญิงคนหนึ่ง บางคนมองจากด้านล่างมายังหน้าต่างห้องพัก มักจะปรากฏเงาผมกับอีกคนในห้องเสมอ

ว่าไปแล้วชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย ยังคงทำงานตามปกติ งานการก็ไม่ได้ผิดพลาด สติปัญญาก็ยังครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงแต่คนอื่นๆ เท่านั้นแหละที่มักเห็นผมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ในที่ต่างๆ แม้แต่ในที่ทำงาน

ผมตัดสินใจต้องพบเธอให้ได้ ดึกคืนนั้นระหว่างที่นอนข้างตัวยวบลงอีกผมก็พูดออกไปว่า “ผมอยากพบคุณ อยากพบจริงๆ นะ”

แล้วที่นอนก็หายยวบ ก่อนจะปรากฏร่างเธอให้เห็น ผมตกตะลึง เธอนั่งพับเพียบ มองมายังผม แววตาเธอหวานแต่เศร้า เธอไม่พูดสักคำ เอาแต่ยิ้ม

จากนั้นเป็นต้นมาผมก็มักจะมีเธอไปด้วยทุกๆ ที่ บางทีผมก็พูดกับเธอ แม้คนรอบข้างจะตกใจแล้วลุกหนี หรือเลี่ยงไปทางอื่น แม้เจ้านายจะให้ผมหยุดงานและแนะนำจิตแพทย์เพื่อนของหัวหน้าให้ไปพบ แต่ผมไม่ก็สนใจ ผมไม่ได้เป็นอะไร ปกติดีมีความสุข นานวันเข้าผมแทบไม่ได้พูดกับใครเลย จนหัวหน้าพูดว่า “คุณทำงานดีนะ แต่เรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนในที่ทำงานและลูกค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน ผมแนะนำให้คุณเขียนจดหมายลาออก คุณจะได้รับสิทธิ์ทุกอย่างในการออกจากงานตามที่กฎหมายกำหนด ดีใจที่ได้ร่วมงาน กับคุณ”

ผมก็ดีใจที่ได้ออกมาเสียที พวกเขาไม่เข้าใจผมเลย แล้วจะทำงานไปเพื่ออะไร ทุกวันนี้ผมไม่ได้อยู่ห้องเช่านั้นอีกแล้ว พ่อแม่รับผมมาอยู่ด้วยที่บ้าน เดือนสองเดือนก็ไปหาหมอตามกำหนด ซึ่งก็แล้วแต่เขา สะดวกยังไงก็ตามใจ ผมมีความสุขในแบบของผม วันๆ ช่วยพ่อช่วยแม่ขายของในร้านชำมันก็ง่ายดี…

ฮานาโกะซัง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ฮานาโกะซัง

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ฮานาโกะซัง 

หรือฮานาโกะที่ห้องน้ำสยอง เป็นชื่อของวิญญาณเด็กผู้หญิงที่ถูกไฟคลอกตายอย่างปวดร้าวทรมาณในห้องอาบน้ำที่คุณไปหลบภัยในยุคสงครามโลก ตาม ตำนาน เชื่อว่าคุณจะอยู่ภายในห้องน้ำทางขวามือห้องสุด ถ้าหากใครอยากเจอคุณจะต้องไปเคาะประตูห้องนั้นสามครั้งแล้วเรียกชื่อคุณค่ำคืน ส่วนคนที่พบคุณมักจะไปเข้าห้องน้ำคนเดียว รวมทั้งได้ยินเสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน…

ผับสยอง ซานติก้า เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผับสยอง ซานติก้า 

เอกมัย ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ ส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่ขึ้นที่ ซานติก้า ผับที่นี้ ได้มีผู้ตายถึง 63 ศพ และก็ได้มีคนศึกษาค้นพบว่าที่ดินพื้นนี้เมื่อก่อนเป็นบ้านเก่าที่เคยมีคดีการฆ่าสังหารมาก่อน นับได้ว่าเป็นที่ดินอาถรรพณ์ แล้วก็ยังเล่าว่าช่วงเวลากลางคืนยังมีคนได้ยินเสียงร้อง โหยหวน รวมทั้งยังมีเสียงของการทรมานเจ็บปวด…

ผีกล้วยตานีหลังบ้าน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีกล้วยตานีหลังบ้าน 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีกล้วยตานีหลังบ้าน 

ตั้งแต่จำความได้ต้น กล้วยตานี ก็อยู่ตรงนั้นมาตลอด ตอนเด็กๆผมชอบไปวิ่งเล่นแถวนั้น แต่พอเข้าชั้นประถมปลายก็เริ่มไม่อยากเข้าใกล้ มันดึงดูดให้ผมเข้าไปหาแต่สัญชาตญาณเตือนให้ผมระวัง และผมเลือกจะเชื่อสัญชาตญาณมากกว่า ญาติๆเคยถามพ่อหลายครั้งว่าต้นกล้วยไม่มีลูกทำไมไม่โค่นทิ้งแล้วปลูกอย่างอื่น พ่อก็เถียงข้างๆคูๆว่ามันมีลูก แต่ไม่เคยมีใครเห็นกล้วยจากมันเลยแม้แต่หวีเดียว

หลายปีผ่านไปผมอยู่ ม.4 ผมตื่นลงมาเข้าห้องน้ำกลางดึก บ้านผมจะยกใต้ถุนไว้เลี้ยงไก่และสร้างห้องน้ำไว้ชั้นล่างนอกตัวบ้านตามประสาบ้านเกษตรกร เผอิญหลอดไฟเสียผมจึงต้องทนทำธุระส่วนตัวมืดๆ ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงคนคุยกันไม่ไกลจากจุดที่ผมอยู่ ผมพยายามเงี่ยหูฟัง

“พี่จ๋าเราแอบมาเจอกันอย่างนี้ตาตั้มจะไม่สงสัยบ้างเหรอ?” ตั้มคือชื่อผมเอง “ไม่หรอกจ้ะ วันใดวันหนึ่งที่พี่เล่าเรื่องของเราสองคนให้ตั้มฟัง ตั้มก็จะยอมรับน้องได้เอง” “ในฐานะอะไรจ๊ะพี่ ในฐานะแม่เหรอ? ตาตั้มไม่ยอมหรอก” “มันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้จ้ะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันพี่ขอกินน้องให้หนำใจเสียหน่อยยอดรักของพี่”

สิ้นคำว่า ยอดรักของพี่ ความอดทนของผมก็ขาดสะบั้น ที่แท้พ่อก็แอบนัดเมียน้อยมาเจอที่นี่ ถึงพ่อจะเล่าให้ฟังว่าแม่ทิ้งผมไปตั้งแต่เกิดเพื่อไปหาสามีใหม่ ไม่เหลือแม้กระทั่งรูปถ่ายแม่สักใบ แต่ในความรู้สึกผมผมมีแม่แค่คนเดียวเท่านั้น และผมไม่ยอมให้พ่อมีเมียใหม่เด็ดขาด! ผมจะถลาขึ้นบ้านไปหยิบมือถือมาถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแต่เผลอเหยียบกิ่งไม้หักเสียงดัง ผมจำใจต้องหยุดสิ่งที่จะทำ สักพักพ่อก็กลับมาบนบ้าน “เออ พ่อก็ลงไปเข้าห้องน้ำพอดี แต่ไปห้องเก็บของค้นหลอดไฟมาเปลี่ยนอยู่ ไฟห้องน้ำใช้ได้แล้วนะ”

หลังจากวันนั้นผมก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่พ่อจะลงไปหาเมียน้อยกลางดึกอีก แต่ผ่านไปหลายวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอ๊ะ หรือพ่อรู้ตัวแล้วไปนัดเจอกันที่อื่น ก็ไม่น่าใช่ กระทั่งถึงวันพระวันที่ผมรอคอยก็มาถึง พ่อตื่นแล้วเดินลงบ้านเงียบๆไม่เอาแม้กระทั่งไฟฉายไป ผมรีบลุกตามทันที พ่อเดินผ่านห้องน้ำไปทางหลังบ้าน ส่วนผมแอบอยู่หลังห้องน้ำ แล้วผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเริ่มบทสนทนา

“ตาตั้มรู้เรื่องของเราแล้วหรือยังจ๊ะพี่?” “ไม่รู้หรอก วันนั้นแกลงมาเข้าห้องน้ำเฉยๆ” ผมค่อยๆยื่นหน้ามาดูก็เห็นพ่อยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เพราะความมืดทำให้เห็นหน้าไม่ชัด “คราวที่แล้วพลาดไป แต่คราวนี้พี่จะไม่ให้สวรรค์ล่มอีกแล้วล่ะ” พ่อดึงผู้หญิงคนนั้นเข้ามากอดแล้วเริ่มจูบกัน ผมทนไม่ไหววิ่งเข้าไปพร้อมตะโกน “พ่อทำอะไรน่ะ!” ผมยกไฟฉายขึ้นส่องหมายให้เห็นจะจะตา

มีพ่อยืนอยู่คนเดียว??? ผมกวาดไฟฉายไปมาก็ไม่เจออะไรนอกจากต้นกล้วยตานีต้นนั้น ผมถาม “พ่อมาทำอะไรที่นี่คนเดียว?” ผมย้ำคำว่าคนเดียว “พ่อ.. พ่อมาฉี่ แถวนี้อากาศดี” ผมไม่เชื่อพ่อเลยเดินอ้อมไปด้านหลังต้นกล้วย สาดไฟฉายไปมาแต่ไม่เจอใคร ต่อให้เป็นคนจริงๆก็ไม่น่าจะวิ่งหนีได้เร็วขนาดนี้ แต่เมื่อกี้พ่อคุยอยู่กับเมียน้อยจริงๆนะ…

ผ่านไปหลายเดือนพ่อก็ไม่เคยลุกไปไหนกลางดึกอีกเลย พ่อระวังตัวกว่าเดิมมาก แต่ผมไม่เคยคิดวางใจ ถ้าแม่ยังอยู่ผมอยากบอกว่าผมกำลังช่วยแม่นะ แล้วคืนหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงคนจู๋จี๋กันดังมาจากห้องนอนพ่อ ผมย่องไปแนบหูฟัง เป็นเสียงพ่อกับผู้หญิงเมียน้อยคนนั้นแน่ๆ หน่อยนังผู้หญิงสารเลว กล้ามาเล่นชู้กับพ่อกูถึงบนบ้านกูเลยเหรอ กูไม่ยอมมึงหรอก!

“พ่อ ใครอยู่ในห้องกับพ่อน่ะ!” ปังๆๆๆ ผมเคาะประตูเสียงดัง เกิดความเงียบเหมือนคนข้างในตกใจ แล้วประตูก็เปิดผางออก ผู้หญิงคนหนึ่งห่มสไบสีเขียววิ่งชนผมแล้วหนีลงบันได ผมทั้งเจ็บทั้งโกรธวิ่งตามลงไป แต่พ่อตามมาดึงแขนผมไว้ทัน “พ่อ ปล่อยผม ผมอยากเห็นหน้าชั่วๆของเมียน้อยพ่อให้มันชัดๆ” “อย่าไปตามเขาเลย พ่อขอล่ะ” ผมสะบัดพ่อหลุดแล้ววิ่งตามผู้หญิงคนนั้นไป ในที่สุดผมก็ทัน แล้วผมก็ได้เห็นสิ่งน่ากลัว ผู้หญิงสไบเขียวหายตัวเข้าไปในต้นกล้วยตานี!!!

“พ่อ พ่อมีอะไรกับผีตานีเหรอ!” ผมทั้งตกใจทั้งกลัว คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าไว้ว่าผีตานีสามารถสมสู่กับคนได้ พ่อพูดอย่างอ่อนใจ “ทำไมพ่อจะรักกับเขาไม่ได้ ก็ผีตานีเขาเป็นแม่แกนะตั้ม” ผมยืนอึ้ง มองไปยังต้นกล้วยตานีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว มองดูพ่อที่เหงื่อท่วมตัว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน “พ่อโกหก ผมจะเอามีดมาฟันไอ้ต้นกล้วยผีสิงนี่ให้มันตายๆไปซะ” “อย่านะ! ถ้าแกกล้าฟัน แกไม่ต้องมาเรียกข้าเป็นพ่ออีกต่อไป”

จากวันนั้นพ่อก็หาไม้ไผ่มาล้อมรั้วไว้รอบต้นกล้วยตานี แต่ผมไม่เคยทิ้งความคิดที่จะโค่นมัน ก็ใครจะยอมให้มีผีอยู่หลังบ้านตัวเองได้ล่ะ แถมเป็นผีที่เป็นชู้กับพ่อตัวเองอีก ผ่านไปหลายเดือนพ่อก็ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย พ่อเป็นมานานแล้วแต่พอหมอบอกให้รู้พ่อก็อาการทรุดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตายพ่อยังขอร้องผม “ตั้ม ตอนหนุ่มๆพ่อมีความสัมพันธ์กับผีตานี แล้วผีตานีก็อุ้มท้องแกอยู่ในต้นกล้วยต้นนั้น 9 เดือน ตอนแกเกิดมาพ่อเลยต้องโกหกญาติๆว่าแม่ทิ้งแกไป หลังพ่อตายแกห้ามไปทำอันตรายเขาเด็ดขาด เขาเป็นแม่ของแกจริงๆ”

หลังงานเผาศพพ่อผ่านไปก็ได้เวลาที่ผมรอคอย ผมถือมีดอีโต้เล่มยาวเดินไปหาต้นกล้วยผีสิง เพราะพ่อร่วมเพศกับมันไงพ่อถึงโดนอาถรรพ์จนป่วยเป็นมะเร็งแล้วตาย ผมรื้อรั้วไผ่รอบต้นกล้วยออกแล้วเงื้อมีดขึ้น แต่ก่อนฟันลงไปก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดออกมา “ตาตั้มอย่าฟันแม่ แม่เป็นแม่ของลูกจริงๆนะจ๊ะ” ผมชะงัก ไม่ ผมจะเชื่อคำหลอกลวงของผีไม่ได้ “มึงไม่ต้องมาโกหกกู” ฉึก! มีดฝังลงไปบนต้นกล้วยตานี พลันก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมา “กรี้ดดดดด! ตาตั้ม แม่เจ็บ” ผมตกใจจนหงายหลังล้มลง ณ จุดที่มีดอีโต้ฟันลงไปมีเลือดไหลออกมา สีแดงสดและเต็มไปด้วยกลิ่นคาว เลือดยังคงทะลักออกมาไม่หยุดอย่างน่าสยดสยองไหลมาทางผม

ผมหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิตราวกับคนบ้า ไม่ยอมฟังเสียงเรียกของผีตานี ไม่ เป็นไปไม่ได้ ผีตานีจะเป็นแม่ของผมได้ยังไง พลันคำพูดของพ่อก็หวนกลับมา พ่อยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าต้นกล้วยเคยมีลูก มันหมายถึงผมงั้นเหรอ พ่อเสียสติไปแล้ว ผมไม่มีทางเชื่อ ถ้านี่เป็นความฝันก็รีบตื่นเสียทีเถอะ ผมคลั่งวิ่งเตลิดไปจนถึงถนนอย่างไม่ทันระวัง แล้วรถบรรทุกก็ชนผมเข้าอย่างจัง โครม!

ทุกอย่างมืดไปชั่วคราวแล้วผมก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ผมมองไปรอบตัวเห็นเลือดเต็มไปหมด รถบรรทุกที่ชนผมแล่นหนีความผิดไปอย่างรวดเร็ว ผมก้มมองที่ท้อง ท้องผมฉีกออกอวัยวะภายในไหลออกมา แต่ไม่ใช่ตับไตไส้พุงอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเป็นเนื้อขาวๆเละๆ เหมือนกับเนื้อกล้วยที่ถูกขยี้ ใช่ เนื้อกล้วยที่เราๆท่านๆกินกันนั่นแหละ ผมเสียเลือดมาก ผมรู้สึกว่าชีวิตใกล้จะดับวูบลง มองไปทางบ้านก็เห็นผู้หญิงห่มสไบเดินมาหาผมด้วยน้ำตาไหลนองหน้า พลางพูดว่า “ลูกแม่ ลูกเจ็บไหมจ๊ะ ฮือๆๆๆ” ที่หน้าอกมีแผลที่ถูกผมฟันเลือดไหล แม่ผมเข้าใกล้ผมขึ้นเรื่อยๆ ผมได้แต่หัวเราะ หัวเราะ และหัวเราะให้กับชะตากรรม

“บ้านหลังนี้จะเอายังไง นี่ตั้มก็หายตัวไปหลายปีแล้วนะ” ลุงผมคุยกับป้า ทั้งคู่เป็นพี่ชายกับพี่สาวของพ่อผม ป้าส่ายหน้า “น่าสงสารจริง น้องเป็นมะเร็งตาย ส่วนหลานก็มาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ป่านนี้คงจะตายไปแล้วมั้ง” “งั้นบ้านหลังนี้คงต้องขายเป็นมรดกเอาเงินมาแบ่งกันเองให้ญาติๆแล้วล่ะ” ลุงเดินมาใกล้จุดที่ผมอยู่ “ต้นกล้วยตานีต้นนี้ยังไม่ถูกโค่นอีกเหรอ ตอนน้องยังอยู่ก็รักนักรักหนาทั้งๆที่มันไม่เคยออกกล้วยสักเครือ” ป้าหันมามองผม “แล้วต้นกล้วยต้นนี้ล่ะมันมาจากไหน เกิดมาทีหลังเหรอ จะโค่นทิ้งไหม” “ไม่รู้สิ แต่ต้นใหม่ก็ไม่มีผลเหมือนกัน ช่างเถอะ จะปล่อยหรือจะโค่นก็ให้เป็นเรื่องของเจ้าของใหม่ก็แล้วกัน” ลุงกับป้าเดินจากไป ปล่อยผมทิ้งไว้กับแม่ตามลำพัง…

ตำนานศุกร์13 ประสบการณ์จริงเรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ตำนานศุกร์13 ประสบการณ์จริงเรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ตำนานศุกร์13 / เมื่อเอ่ยถึงวันศุกร์ 13 นั้นหลาย ๆ คนอาจจะนึกไปถึงวันแห่งอาถรรพ์ เพราะเคยมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใช้ชื่อว่า ศุกร์ 13 ฝันหวาน แต่เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาว่า ทำไมวันศุกร์ 13 ถึงเป็นวันที่ไม่ดี

ว่า กันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็น วันแห่งความโชคร้าย นั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

ทั้ง นี้นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ “Friday the 13th” ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลค่ะ…

โทรศัพท์สยอง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

โทรศัพท์สยอง 

โทรศัพท์สยอง / เช้าวันอาทิตย์กลางเดือนพฤศจิกายนนี่เอง จู่ๆ ขณะซักผ้าอย่างเพลิดเพลิน เปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วยนั้น ฉันก็คิดถึงโสภิตาขึ้นมาอย่างรุนแรง!

โสอยู่กลุ่มเพื่อนของฉัน ตอนเรียน มหาวิทยาลัย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เมื่อเรียนจบต่างคนก็ต่างไป เราไม่เคยติดต่อกันเลยหลังจากนั้น จริงอยู่ ฉันไม่เคยลืมเธอ แต่ก็ไม่เคยคิดถึงแม้แต่นึกถึง แล้วทำไมวันนี้ฉันเกิดคิดถึงเธอจังเลย

ภาพเก่าๆ ผุดขึ้นมาชัดเจนราวกับวันวาน ฉันถึงกับวางมือจากเครื่องซักผ้า เงยหน้ามองฟ้าที่เป็นสีน้ำเงินใส…ป่านนี้เธอทำอะไรและอยู่ที่ไหนนะ? แต่งงานหรือว่าโสด มีลูกกี่คน?

วูบหนึ่งฉันใจหายนิดๆ คุณเคยเป็นอย่างฉันหรือเปล่าไม่ทราบ เวลาที่เราคิดถึงใครสักคนทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดถึงมาตั้งนาน เขาคนนั้นมักมีอันเป็นไป ฉันเคยมีประสบการณ์แบบนี้มา 3-4 ครั้งแล้ว นึกได้อย่างนี้ฉันก็รู้สึกไม่ค่อยดี โสภิตาเป็นอะไรไปรึเปล่านะ? เอ…เห็นจะต้องหาทางติดต่อถามข่าวคราว ซึ่งคงต้องถามกับสมาคมศิษย์เก่าละมัง? เขามีที่อยู่แน่ๆ

…และแล้วเสียงโทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น ฉันรีบเช็ดมือกับผ้าแห้ง ขณะที่ลูกชายวัยรุ่นโผล่หน้ามาบอกว่า เป็นโทรศัพท์ของฉันเอง

ใช่แล้วค่ะ คุณเดาถูก! โสภิตาโทร.มา น่าอัศจรรย์ไหมล่ะคะ กระแสจิตคนเราช่างแรงจริง ฉันบอกถึงความอัศจรรย์นี้กับโสภิตาทันที

“ฉันกำลังคิดถึงเธออยู่ แปลกนะอยู่ดีๆ ก็คิดถึง” ฉันบอก เธอหัวเราะเสียงใส…อย่างน้อยฉันก็โล่งอกล่ะค่ะที่โสภิตายังสบายดี ไม่ได้มีอันเป็นไปร้ายแรงอะไร เธอบอกเล่าเก้าสิบว่าหลังจากเรียนจบก็ไปต่างประเทศ มีสามีเป็นชาวฝรั่งเศสก็เลยปักหลักอยู่ทางโน้น นานๆ จะกลับมาเยี่ยมเมืองไทยซะที คราวนี้เธอเพิ่งกลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว และจะอยู่ถึงปีใหม่…เธอคิดถึงเพื่อนเก่าๆ เพราะจัดบ้านเจออัลบั้มภาพสมัยเรียนหนังสือ

“เมื่อกี้โทร.ไปบ้านอ้อม เขายังใช้เบอร์เก่าอยู่เลยนะ” โสภิตา บอกด้วยเสียงร่าเริง

อ้อมไหน? อ้อมวนิดาน่ะเหรอ?! ฉันใจหายวาบ ก็เธอตายไปแล้วนี่นา! ตายไปเมื่อสองปีก่อน ฉันยังไปงานศพเลย!

“คุยกันสนุกเชียว อ้อมบอกว่าคิดถึงเธอมาก ฝากบอกด้วย เธอสองคนไม่ได้เจอกันเหรอจ๊ะ?”

ฉันอึกอัก มือเย็นเฉียบ นี่โสภิตาล้อฉันเล่นรึเปล่า? แรงไปหน่อยนะ! “โส…อ้อมไม่อยู่แล้วนะ! เป็นมะเร็งที่ปอด เสียไปเมื่อสองปีก่อน…”

“อยู่สิ เขายังไม่ไปไหนสักหน่อย เรานัดกันจะไปหาเธอที่บ้านค่ำนี้!”

โทรศัพท์แทบหลุดจากมือ ฉันตกตะลึง ขณะเดียวกันสายก็หลุดไปซะงั้น…ปลายทางเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงแมวกรน ฉันขยับปลั๊ก เสียงครืด…ยาวๆ กลับมา แต่ไม่มีเสียงแจ้วๆ ของโสภิตาอีกต่อไป

ฉันสับสน งงงัน แล้วสักพักก็มือไม้สั่นเทา ขณะหยิบมือถือมากดเบอร์ของแหววเพื่อนรักอีกคนที่พบกันในงานศพอ้อมนั่นแหละเป็นครั้งสุดท้าย

…ข่าวที่ได้จากแหววทำให้ฉันเข่าอ่อนยวบ หน้ามืดจะเป็นลมซะให้ได้

โสภิตาที่ฉันพูดด้วยตะกี้น่ะ แหววบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเพื่อนอีกคนเพิ่งส่งข่าวร้ายมาบอกว่า เธอรถคว่ำตายที่ฝรั่งเศสพร้อมสามีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง!

แหววตื่นเต้นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันหยกๆ เธอขนลุกไปหมดแล้ว ไม่อยากจะเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนหลับวูบแล้วละเมอฝันไป…แต่ฉันไม่ได้หลับ ลูกชายที่รับโทรศัพท์เป็นพยานได้

เราวุ่นวายกันทั้งบ้านเลยค่ะ ทั้งฉันเอง ลูกชาย สามีและคุณแม่สามี เราถกเถียงกันเรื่องนี้ และสันนิษฐานว่าอาจมีใครแกล้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เรื่องเป็นเรื่องตายนี่ถ้าแกล้งหลอกแกล้งอำกัน มันก็ใจร้ายใจดำ อำมหิตไปหน่อยล่ะ!

คืนนั้น…ทันทีที่พลบค่ำ ตะวันตกดิน ฉันถึงกับจับไข้ รู้สึกหนาวจนตัวสั่น…คำที่ว่าโสภิตากับอ้อมนัดกันจะมาหาฉันยังแว่วอยู่ในหู…

คุณแม่สามีให้ฉันจุดธูปบอกกล่าวเพื่อนให้ไปสู่สุคติ ไม่ต้องมาหา จะทำบุญไปให้

ฉันจุดธูปบอกศาลพระภูมิด้วยความหวาดกลัว ว่าอย่าให้วิญญาณ ทั้งสองนี่เข้ามานะ! ถึงจะเป็นเพื่อนแต่ฉันก็กลัวใจจะขาด ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ กลัวกันทั้งบ้าน…แต่คืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี…

ไม่มีแม้แต่ความฝันที่น่าสะพรึงกลัวใดๆ

อย่างไรก็ตาม นึกถึงทีไรดิฉันก็สยองจนขนหัวลุก ไม่น่าเชื่อว่าประโยคธรรมดาๆ ที่ว่าจะมาหาที่บ้าน มันจะน่าหวาดหวั่นขนาดนี้…น่ากลัวที่สุดในชีวิตฉันเลยละค่ะ!…

เรื่องเล่าสุดสยองขวัญ สุสานโสเภณี ท่าล้อซอย 9

Posted in Uncategorized

เรื่องเล่าสุดสยองขวัญ สุสานโสเภณี ท่าล้อซอย 9

เรื่องเล่าสุดสยองขวัญ เป็นอีกเรื่องที่ส่งเข้ามาจากคุณวุ้นเส้นนะครับ คุณวุ้นเส้นเล่าว่า.. เป็นเราสมรสแล้วย้ายจากกรุงเทพมหานคร มาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีค่ะ ทุกปีเพื่อนๆพวกเราก็จะมาจากกรุงเทพฯ มาหาพวกเรา มาพักในช่วงวันหยุดอะไรแนวๆนี้.. รวมทั้งเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง เพื่อนฝูงๆพวกเราก็มากัน 3 คน โอกาสนี้มากับรุ่นน้องที่ทำงานอีก 2 คน ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มพวกเรา.. ครั้งใดก็ตามเพื่อนๆพวกเรามาก็ชอบไปกันแต่ว่าสะพานผ่านแม่น้ำแคว น้ำตก เขื่อน กินข้าวร้านดัง กลางคืนก็ดื่มเหล้า.. ไอ้เราก็เป็นคนชอบเทคแคร์เพื่อน ไม่อยากให้เบื่อกัน ก็พากเพียรจะหาที่ที่มันไม่ซ้ำๆซากๆ พาไปตลาดท้องน้ำเปิดใหม่ พาไปที่เที่ยวใหม่ๆก็มีความคิดว่ายังไม่โอเค แต่มีอยู่ที่นึง ที่พวกเราต้องการจะไปมานานแล้ว แต่ว่าก็โดนแฟนห้ามไว้เสมอ ซึ่งก็คือ ‘ท่าล้อซอย 9’ ใช่จ้ะ ‘ท่าล้อซอย 9 สุสานโสเภณีร้าง..’

ด้วยความอยากรู้อยากลองอยากสัมผัสสักครั้ง กับสิ่งที่ยังไม่เคยเห็นเคยเจอ เราถึงกับเปิดกูเกิ้ลสตรีทวิวเข้าไปดู ได้เห็นแต่กำแพงด้านนอก มันก็ยิ่งรู้สึกอยากจะเข้าไป ไม่รู้ว่าเป็นโรคจิตหรือเปล่า.. เราเลยชวนเพื่อนๆ ไป สุสานโสเภณี ร้างกัน ซึ่งก็แปลกที่ทุกคนไม่มีใครปฏิเสธเลย ทุกคนดูตื่นเต้นและพูดกันว่า ‘Unseen Thailand! ไม่ไปที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึงเมืองกาญฯ เว้ย..’ จนเวลาประมาณ 6 โมงเย็นก็ออกเดินทาง ขับรถไปตามทางเรื่อยๆ เราตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นสักที สิ่งที่แฟนเราห้ามมาตลอด พวกเราไม่ได้ไปลบหลู่กันนะคะ ก็แค่อยากเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นเท่านั้นเอง..

เมื่อรถได้มาจอดที่หน้าประตูสุสานโสเภณีร้าง สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้เลยก็คือ ความว่างเปล่า.. พอทุกคนกำลังจะเดินเข้าไปด้านใน ก็มีป้าแก่วัยประมาณ 60 กว่าเดินเข้ามาหา ‘พวกหนูจะเข้าไปข้างในใช่ไหม?’ ป้าแกถามพร้อมกับเอากุญแจมาไขประตู ป้าพูดต่อว่า ‘ป้าอยู่ที่นี่ ดูแลที่นี่ให้เจ้าของที่เขา มาสิ เดี๋ยวป้าพาเดิน..’ แล้วพวกเราก็เดินตามป้าเข้าไป บรรยากาศไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้ แต่มันกลับรู้สึกเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง ที่เงียบ สงบ และเย็นสบาย.. พวกเราเดินตามป้าแกเข้าไปเงียบๆ จนถึงทางเข้าบริเวณที่เป็น ‘ซ่อง’ ด้านใน ตลอดทางได้ยินแค่เสียงเท้าเหยียบใบไม้แห้ง กับเสียงพูดคุยกัน มันก้อง สะท้อน แต่ถ้าเงียบก็เงียบเหลือเกิน.. ที่ด้านใน เมื่อป้าเปิดประตูอีกชั้นเข้าไป เพื่อให้ดูบริเวณเสาต้นใหญ่กลางห้องกระจก เป็นห้องสำหรับให้หญิงบริการนั่งในตู้กระจกประมาณนั้น ซึ่งมีของเซ่นไหว้อยู่บริเวณเสาต้นนั้น ‘ของสดใหม่ทุกวัน เพราะป้าเป็นคนเอาเข้ามาให้พวกเขาเอง.. พวกเขาคงไม่มีใครมาทำให้หรอก ก็ช่วยๆ กันไป..’ ป้าพูดพร้อมกับกวักมือเรียกพวกเรา ‘มาสิ ป้าจะพาไปดูรอบๆ ละกันนะ จะได้ไม่หลง’

ในตอนนั้น รุ่นน้องที่มาด้วยกันชื่อตั้ม ก็เดินเข้าไปอีกทางหนึ่งของกำแพงกั้นห้องกระจก ตั้มเดินไปและพูดไปว่า ‘อะไรนะครับ ทางนี้อีกทางเหรอ?’ แล้วตั้มก็เดินแยกจากกลุ่มเราไปอีกทางหนึ่ง เราก็ยังคิดในใจ ว่าตั้มมันพูดกับใคร? ..แล้วป้าก็เรียกให้พวกเราเข้าไปด้านใน ซึ่งก็เหมือนกับห้องร้างๆ ที่เห็นตามรายการล่าผีทั่วไปน่ะค่ะ แต่มันมีอยู่จุดหนึ่ง เป็นเหมือนบ่อพักน้ำ หรือช่องอะไรสักอย่างขนาดใหญ่ เพื่อนเราก็ถามป้าว่า ‘ช่องนี้มันคืออะไรคะป้า?’ ป้าแกก็ตอบว่า ‘ช่องระบายน้ำธรรมดาไม่มีอะไร..’ จังหวะนั้นเอง เพื่อนเราก็เห็นน้องผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหลังป้าไกลๆ ลักษณะคล้ายรุ่นน้องคนที่มาด้วยกัน เพื่อนเราก็ทักออกไปว่า ‘เบนซ์! มาถ่ายคลิปตรงนี้ดิ มีบ่ออะไรไม่รู้..’ แต่แล้ว เสียงเบนซ์ก็ดังมาจากข้างหลังแถวว่า ‘พี่ ผมอยู่นี่!’ แล้วเพื่อนเราก็หันไปมองข้างหลัง ซึ่งเบนซ์ก็อยู่ข้างหลังจริงๆ พอหันกลับไปที่ป้า ด้านหลังป้าก็ไม่เห็นใครเลย.. ทีนี้พวกเราก็เริ่มรู้สึกไม่ดีละ ที่เพื่อนเรากันเองเหมือนจะเห็นอะไร เลยบอกป้าว่าให้พาออก เราก็เริ่มอยากออกแล้ว รู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก

แล้วพวกเราก็มาเจอน้องตั้มบริเวณก่อนทางออก เราก็ทักน้องตั้มว่า ‘อ้าวตั้ม ไม่ได้เข้าไปกับพวกเราเหรอ ไปไหนมา?’ ตั้มบอกว่า ‘ตั้มเจอพี่ผู้หญิง 2 คน เหมือนชาวพม่าหน่อย พูดไม่ค่อยชัดอ่ะ เขารู้จักกับป้าด้วย เขาพาตั้มเดินไปอีกทาง เดินง่ายกว่า ไปข้างในได้เหมือนกันเลย..’ พอตั้มพูดจบเท่านั้นล่ะ ป้าไปคนแรกเลยค่ะ เดินจ้ำออกฉับๆๆๆ ไม่พูดสักคำว่าจะไปแล้ว ปล่อยให้พวกเรามองหน้ากันเลิกลั่ก พวกเราก็จ้ำตามสิคะ ก้าวยาวสุดๆ เท่าที่จะยาวได้ มารู้ทีหลังว่าคนหลังสุดคือน้องเบนซ์ บอกว่าได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งตามมาติดๆ เลย.. ออกจากประตูมาได้ ป้ารีบปิดล็อคประตูทางเข้า แล้วยืนนิ่งๆ ถามน้องตั้มว่า ‘หนูไปอีกทางมาเหรอลูก แล้วใครพาหนูไปนะ?’ ตั้มบอกว่า ‘เป็นพี่ผู้หญิง 2 คนใจดีมาก พูดไทยไม่ชัด เขาพาเดินเที่ยวไปทางข้างหลังครับ..’ ป้าแกก็ดูหน้าเสียไป และบอกว่า ‘ทางนั้นป้าก็ไม่ค่อยอยากให้เดินหรอก ที่จริงมันอันตราย และอีกอย่างข้างในนั้นน่ะ ไม่มีใครอื่นแล้วนอกจากป้ากับพวกเรานะ..’ พอตั้มได้ฟังแค่นั้นแหละ ถึงกับล้มทั้งยืนเลยค่ะ.. จากที่ได้คุยๆ กันมานะคะ ป้าคนนี้แกเคยเป็นคนขายของอยู่แถวนี้มานาน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นหญิงขายบริการในนั้น ซึ่งป้าแกก็จะรู้จักเกือบทุกคน.. และพอจบทริปครั้งนั้น น้องเบนซ์คนที่รับหน้าที่ถ่ายคลิป ก็กลับไม่ยอมเอาคลิปมาลงให้เพื่อนๆ ดู บอกแค่ว่าเผลอลบไปหมดแล้ว..…

คนตายกลับบ้าน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

คนตายกลับบ้าน 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน คนตายกลับบ้าน เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณหญิงนะครับ คุณหญิงเล่าว่า.. ครั้งก่อนยอมรับเลยค่ะว่าไม่เคยเชื่อเรื่องเหล่านี้เลย แถมยังชอบท้าทายตามประสาวัยรุ่นอีกต่างหาก จนได้มาพบกับตนเองนี่ล่ะจ้ะ.. เมื่อต้นปีที่แล้ว ย่าของหญิงเสียด้วยโรคเบาหวานค่ะ ธรรมดาหญิงกับคุณย่ามิได้อยู่ร่วมกันนะคะ ย่าหญิงอยู่กับอาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนหญิงอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัด ปราจีนบุรี แต่เด็ก ก่อนที่จะย้ายมาเรียนในกรุงเทพฯ เลยไม่ค่อยได้พบคุณย่ามากแค่ไหน นานๆจะได้ไปเยี่ยมที..

วันนั้นหญิงอยู่หอ อาโทรมาหาแต่เช้ามืดบอกว่าย่าเสียแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นคือหน้าชา หมดแรง น้ำตาร่วงเลยค่ะ แต่ก็พยายามรวบรวมสติคุยจนจบ แล้วก็ไม่รอช้า คว้ากระเป๋าตังค์ออกจากห้องแล้วรีบนั่งรถตู้ไปร้อยเอ็ดทันที เพื่อจะให้ทันรดน้ำศพ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้รถติดมากๆ เลยไปไม่ทันรดน้ำศพ แต่หญิงไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ฟังสวดศพไปตามปกติ.. จนคืนที่ 2 พ่อกับแม่หญิง และญาติๆ ที่อยู่ปราจีนบุรีก็มาถึงค่ะ ในคืนที่ 2 ก็ยังคงปกติไม่มีอะไร วันรุ่งขึ้นก็เป็นงานเผา ซึ่งก็ผ่านไปด้วยดี.. แต่เรื่องมันมาเกิดช่วงกลางคืนต่อจากนี้ล่ะค่ะ

ความเชื่อโบราณว่าไว้ คนตายจะรู้ว่าตัวเองตายก็ตอน 3 วัน 7 วัน โดยเฉพาะคนภาคอีสานก็เชื่อว่าคนตายจะกลับมาบ้าน จึงมีการจัดสำรับข้าวเผื่อไว้ให้คนตาย 1 ชุด ลักษณะเป็นชามใส่ข้าว และชามกับข้าวต่างๆ ใส่รวมไว้ในถาด ซึ่งที่บ้านของย่านั้นก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนั้นหญิงไม่เชื่อค่ะ คิดว่าเป็นเรื่องงมงาย เลยทักว่า ‘ย่าเขาจะได้กินจริงๆ เหรอ?’ แล้วก็มีพี่คนหนึ่งเป็นลูกของอา พี่ได้ยินเลยบอกว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าได้กิน หรือไม่ได้กิน ให้ลองเอาทรายเทใส่ถาดแล้วกวาดให้เรียบ ถ้าผ่านคืนนี้ไปแล้วมีรอยบนทราย แสดงว่าย่าแกกลับมาบ้านจริงๆ’ หญิงได้ฟังก็ยิ่งอยากลอง เลยตกลงทำตามที่พี่บอก ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้านอน.. คืนนั้น สักประมาณตี 2 หญิงจำได้ว่าได้ยินเสียงหมาหอนอยู่ไม่ไกล รวมถึงเสียงเหมือนถ้วยชามกระทบกับถาด หญิงก็สงสัยนะ แต่ด้วยความง่วงมากกว่า และคิดว่าอาจจะแค่หูแว่วไปเอง เลยไม่ได้ออกไปดู จากนั้นก็นอนหลับๆ ตื่นๆ เพราะได้ยินเสียงนั้นอยู่ตลอดคืน..

ตื่นเช้ามา ก็มีญาติๆ มาอยู่รวมกันที่หน้าห้องหญิงตรงที่วางถาดสำรับ ก็เลยเดินไปดู สิ่งที่เห็นคือ ทรายในถาดสำรับมีแต่รอยมือ ในชามข้าวก็มีทรายปนอยู่ด้วย ตอนนั้นหญิงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว.. ผ่านไปจนเข้าวันที่ 7 ช่วงนั้นหญิงกำลังสนใจเรื่องคนตายกลับบ้านเอามากๆ จนได้ไปอ่านเจอกระทู้หนึ่ง เขาบอกว่า ‘ถ้าอยากพิสูจน์ว่าคนตายกลับบ้านจริงหรือเปล่า? ให้เอาเงินปากผีโยนไว้ที่ประตูหน้าบ้าน และโรยแป้งฝุ่นไว้ที่พื้นบ้าน..’ หญิงก็เลยอยากจะลองอีกสักครั้ง โดยไม่ได้บอกใคร เพื่อให้แน่ใจ.. คืนนั้นก่อนนอนก็เลยจัดแจงโรยแป้งทั่วพื้นห้องนอนเลย แล้วก็เข้านอนตามปกติค่ะ แต่แล้วหญิงก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนประมาณเที่ยงคืน เพราะได้ยินเสียงคนเดิน คือหญิงปูเสื่อนอนพื้น มันเลยได้ยินชัดมากๆ ค่ะ หญิงก็นอนฟังอยู่นานมาก จนเสียงเงียบหายไป ตอนนั้นจากไม่เชื่อไม่กลัว หัวใจนี่แบบเต้นรัวเลยค่ะ ต้องพยายามนอนข่มตาให้หลับอยู่นาน จนหลับไป..

พอตื่นเช้ามา ก็รีบมองรอบๆ ห้องก่อนเลย แต่ก็ไม่เห็นว่ามีจะรอยเท้าเลยสักนิด เลยคิดเอาว่าเรื่องรอยมือในถาดสำรับ ก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครแกล้งมากกว่า แต่พอหญิงเข้าห้องน้ำส่องกระจก ภาพที่เห็นทำเอาหญิงแทบช็อคเลยค่ะ เพราะบนตัวหญิงมีแต่รอยแป้งเป็นรูปมือเต็มไปหมด ตอนนั้นคือเหมือนคนจิตหลุดเลยจ้า รีบวิ่งออกจากห้องมาแบบไม่มีมีสติ หยิบกระเป๋าได้ เก็บข้าวของ โทรตามคิวรถตู้กลับหอเลยค่า.. ตั้งแต่นั้นมา จากคนไม่เคยกลัวผี ทุกวันนี้กลายเป็นคนระแวงตลอดเวลา สำหรับหญิงนะ เรื่องพวกนี้ถ้าเราไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่หรือไปท้าทายจะดีกว่าค่ะ…

เรื่องหลอนบ่อเกลือ จ.น่าน

Posted in Uncategorized

เรื่องหลอนบ่อเกลือ จ.น่าน

เรื่องหลอนบ่อเกลือ จ.น่าน เรื่องที่จะเล่าให้ฟังเป็น ประสบการณ์หลอน ครั้งนึงในชีวิต ที่พวกเราจัดว่าน่าสยดสยองที่สุดตั้งแต่พบมาเลยก็ได้จ้ะ
เป็นจำเป็นต้องบอกก่อนว่าพวกเราเป็นพวกนักเดินทางท่องเที่ยว จากเดิมที่เคยเพียงแค่ถูกใจ แต่พอเรียนจบมาก็เลยไปสมัครปฏิบัติงานที่สำนักพิมพ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่นึง จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ลาออกมาทำเพจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมาได้ประมาณสัก 4 ปีแล้วหล่ะค่ะ..ส่วนเพจอะไรนั้นไม่ขอบอกดีมากกว่าเกรงใจแอดไม่นสยองขวัญวาไรตี้เขา เกรงจะกล่าวหาพวกเราแอบมาโฆษณาซ่อนเร้น ^^

ก็เพราะเป็นคนชอบเที่ยวนี่แหละค่ะ ประกอบกับทำงานเป็นอาชีพก็เลยต้องเดินทางไปไหนต่อไหนบ่อย
เรื่องเกิดจากมีทริปนึงซึ่งเรากับผู้ช่วยที่ทำเพจ และพี่ๆที่ทำให้กับนิตยสารบ้านเก่าเรา ตกลงกันว่าจะไปถ่ายภาพและทำสกู๊ปเกี่ยวกับสถานที่เที่ยวใน จ.น่าน กัน

ทริปนั้นเราไปทั้งสิ้น 5 คน เป็นผู้หญิง 2 คน ผู้ชายอีก 3 คน..
เราเอารถตู้กันไปโดยที่ได้แปลนตารางที่ถ่ายทำรวมถึงสถานที่พักไว้หมดแล้ว
ช่วงนั้นตรงกับปลายฝนต้นหนาวพอดี ตลอดระยะเดินทาง1 สัปดาห์เราก็ไปถ่ายภาพ บันทึกวีดีโอ ทำบันทึกข้อมูล เขียนบทความ เรียกได้ว่าเหมือนมาทำงานไปเที่ยวไป นั่นแหละค่ะ
จากวันแรกที่เที่ยวในเมืองก็ล่องไปตามจุดต่างๆ ซึ่งช่วงเวลานั้น จ.น่านกำลังถือว่าเริ่มบูมมากๆ ทั้งสถานที่เที่ยวและก็ร้านค้าที่เพิ่งเปิดใหม่มากมาย

2 วันสุดท้าย เรามีโปรแกรมที่จะไปพักที่บ่อเกลือ โดยคืนแรกจะนอนห้องพักที่เป็นรีสอร์ท ส่วนอีกคืนจะนอนที่เป็นลักษณะของเต็นท์กระโจม
ที่พักคืนแรกในรีสอร์ทนั้น เราพักบ้านแบบที่เป็นหลัง มีสองห้องนอน ให้นึกภาพก็เหมือนบ้านเล่นระดับ 2 ชั้น ด้านข้างมีระเบียง อยู่ใกล้กับน้ำตกธารน้ำธรรมชาติ เรียกได้ว่าที่นี่ถือว่าบรรยากาศดีสุดๆค่ะ

หลังจากเข้าที่พักจัดของเสร็จ เราก็มานั่งกินข้าวกันรวมถึงมีสังสรรด้วยเล็กน้อย เรากับเพื่อนผู้หญิงไม่ทานเหล้า มีพี่ผู้ชาย2คนที่เป็นตากล้องกับคนขับรถเขานั่งดื่ม ส่วนพี่อีกคนที่เป็นฝ่ายข้อมูลเขาอาวุโสสุดเขาก็ไม่ดื่ม แต่ก็มารวมตัวสังสรรกันที่บริเวณระเบียงของห้องชั้นบน

พอเวลาผ่านไปเกือบ 2 ทุ่ม เพื่อนผู้หญิงเราขอตัวไปนอน เนื่องจากเห็นนางบ่นว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายมาสักพักแล้ว..เราก็โอเค โดยที่เรากับเพื่อนคนนี้จะนอนอยู่ห้องข้างล่างกัน 2 คน..ส่วนห้องบนที่ใหญ่กว่าจะให้พวกผู้ชายเขานอนกัน 3 คน

คุยกันไป ดื่มด่ำกับบรรยากาศไป..จนกระทั่งเวลาล่วงเกือบจะ 5 ทุ่ม ก็เลยตกลงใจแยกย้ายกันไปนอน แล้วพวกเราก็เดินลงบันไดกลับมาที่ห้อง
โดยต้องขอชี้แจงก่อนน่ะ ว่าห้องตรงนี้ผนังด้านนึงที่เป็นประตูจะเป็นกระจกใส ฝาผนังกระจกจะมีม่านรูดปิดจากข้างใน
ขณะที่พวกเรากลับถึงห้อง ก่อนที่จะเคาะเรียกเพื่อนฝูงก็ไม่วายอยากแกล้ง ด้วยการแอบดูเพื่อนจากกระจกข้างนอกก่อนเนื่องจากต้องการมีความคิดเห็นว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
ซึ่งในเวลานั้นไฟในห้องปิดอยู่ แม้กระนั้นมีไฟที่หัวเตียงและก็ไฟห้องน้ำเปิดเอาไว้ ก็เลยเพียงพอแลเห็นบรรยากาศภายใน

ตอนนั้นคิดว่าเพื่อนคงนอนอยู่บนเตียง จึงเอาหน้าแนบดู..แต่ภาพที่เห็นก็เล่นเอาเราตกใจแทบช็อคเลยค่ะ..!! เพราะเพื่อนเรานอนหลับใหลอยู่บนเตียงจริง แต่ว่าข้างตัวนางเรากลับเห็นเป็นผู้หญิงอีกคนนึง มานั่งอยู่ขอบเตียงข้างๆเพื่อนในลักษณะเอียงข้าง และมือข้างนึงกำลังลูบผมตัวเองอยู่..!!
ที่มันขนลุก..เพราะเขาแต่งกายเหมือนพวกชาวเขา เป็นชุดเผ่าอะไรสักอย่างสีเข้มๆและมีดิ้นสีแดง ทั้งเสื้อที่ใส่และก็ผ้าถุงที่เขานุ่ง..เขาผิวขาวมากและดูซีดกว่าคนปกติ..!!

ตอนนั้นเราแน่ใจแล้วว่าเขาไม่น่าจะใช่คน จากตอนแรกที่จะเคาะประตูเรียกเพื่อน ทีนี้เกิดกลัวจนตัวสั่นไปหมด คิดว่ายังไงเดินกลับขึ้นไปหาพวกพี่ๆที่เขาอยู่ห้องข้างบนก่อนดีกว่า
พอขึ้นไปเราก็เคาะประตูเรียกและก็เล่าเรื่องที่เจอให้พวกเขาฟัง ตอนนั้นเพื่อนผู้ชาย 2 คน เมาแบบไม่ได้สภาพ แต่ว่าพี่ผู้ชายที่เขาเป็นฝ่ายข้อมูลเขาไม่ทานเหล้า เราก็เลยชวนเขาให้ลงไปดูข้างล่างด้วยกันอีกรอบ บอกตรงๆว่ากลัวก็กลัวค่ะ แต่เราก็ห่วงเพื่อนที่ต้องนอนแบบนั้นคนเดียว

พอเราเดินลงไปถึงหน้าห้องข้างล่าง ก็บอกให้พี่เขาลองส่องกระจกดูภายใน..
ทีนี้พี่เขาไม่เจออะไรน่ะค่ะ ในห้องมีแต่เพื่อนเรานอนหลับห่มผ้าอยู่บนเตียงคนเดียว..เราก็เลยโล่งอกไปที
แต่อย่าถามน่ะค่ะ ว่าคืนนั้นเราจะกลับเข้าไปนอนห้องนั้นกับเพื่อนรึเปล่า ขอบายค่ะ จึงไปอาศัยห้องข้างบนโดยเอาผ้าห่มมาปูพื้นนอนข้างเตียงสบายใจกว่า

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นผ่านไป พอมาตอนเช้าเราก็ไปกินข้าวกัน โดยระหว่างนั้นเราพยายามจะไม่คุยเรื่องที่เจอให้เพื่อนผู้หญิงที่เมื่อคืนเขานอนคนเดียวฟังเพราะเกรงว่านางจะกลัว..
โดยที่วันนี้เรายังมีคิวที่ต้องเดินเข้าป่าไปถ่ายภาพน้ำตก แถวบ่อเกลือกันอีกทริป
หลังจากวันนั้นช่วงเย็น พอถ่ายงานเสร็จก็ได้มีโอกาสมานั่งคุยกันอีกหน
โดยพี่ผู้ชายที่ว่าอาวุโสสุด ที่เราชวนลงไปดูเพื่อนนั่นแหละค่ะ เขาเล่าว่าเมื่อคืนตอนนอนที่รีสอร์ทเขาก็ฝันอะไรแปลกๆ

เขาฝันว่าตัวเองเดินไปที่ธารน้ำตกแห่งนึง ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักแถวบ่อเกลือนั่นแหละค่ะ โดยในฝันพี่เขาเดินไปตามแอ่งหินแล้วไปเจอผู้หญิงคนนึงแต่งกายแบบชุดพื้นเมืองเหมือนชาวเขา เป็นผู้หญิงที่ผิวขาวซี๊ดและผมยาวมาก (ลักษณะหมือนที่เราเจอเลย)
พี่เล่าว่าผู้หญิงคนนั้นเขาบอกกับพี่ว่า เขาอยู่ตรงนี้มาหลายสิบปี ที่ๆเป็นรีสอร์ทในปัจจุบันเคยเป็นบ้านที่เขาพักมาก่อน แต่เพราะเขาเคยฆ่าตัวตายวิญญาณก็เลยไม่สามารถไปไหนได้ จึงต้องวนเวียนอยู่ ณ.ที่แห่งนั้น..!!

ในฝันพอพี่เขาได้ยินเขาก็ไม่กลัวอะไรน่ะ คุยกันแบบเหมือนคนรู้จักกัน (ลืมบอกไปว่าพี่คนนี้เขาสายธรรมะธรรมโมและเคยบวชเรียนมาก่อน คงพอสัมผัสเรื่องแบบนี้ได้ด้วย )..พอนั่งคุยกันสักพักพี่เขาก็ตกใจตื่น..!!

พวกเราฟังเรื่องราวที่พี่เขาฝันมารวมกับสิ่งที่พวกเราเจอเมื่อคืนนี้ ก็พอจะเชื่อมโยงได้เช่นกันค่ะ ด้วยเหตุว่าพื้นที่แถวบ่อเกลือจากข้อมูลเดิมก่อนที่จะการท่องเที่ยวจะเข้าถึง นี้ในอดีตก็เคยมีพวกชาวเขาจากหลายเผ่าในประเทศเคยอาศัยอยู่มาก่อน ก่อนที่จะเริ่มมีการปรับปรุงมาเป็นสถานที่สำหรับท่องเที่ยว
ส่วนจะให้เจาะลึกว่าที่นั่น ตรงที่ว่ารีสอร์ทปลูกอยู่นั้นเป็นตรงไหน อันนี้ไม่บอกดีกว่าค่ะ..ประเดี๋ยวจะงานเข้า..

เรื่องราวทั้งหมดก็มีเท่านี้ล่ะค่ะ นับเป็นประสบการณ์หลอนๆที่แม้ว่าจะผ่านมานับเป็นเวลาหลายปีแต่พวกเราเองก็ยังจำแม่นอยู่ จำพวกที่หลังจากทริปนั้นผ่านไป เวลาไปไหนก็จะต้องแขวนพระติดคอไปด้วยทุกครั้งเลย
จะให้ทำยังไงได้หล่ะ เนื่องจากพวกเราทำอาชีพด้านนี้ ถึงจะอย่างไรก็อาจหลีกเลี่ยงการเดินทางและก็ต้องไปพักตามต่างจังหวัดไม่ได้อยู่ดีล่ะค่ะ….…