Skip to content

หมวดหมู่: Uncategorized

โค้งอาฆาต เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

โค้งอาฆาต 

โค้งอาฆาต เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ถนนสายเอเชียตรงก่อนที่จะถึงวัดอัมพวัน ของท่านหลวงพ่อจรัญ และอยู่ไม่ไกลจากทางแยกที่จะเลี้ยวเข้า ตัวเมืองสิงห์บุรี สถานที่ตรงนั้นจะมีทางโค้งอยู่โค้งนึง ซึ่งนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวบ้านต่างร่ำลือว่าเป็น “โค้งพยาบาทหรือว่าโค้งมรณะ..!!”
เพราะเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถึงแก่ชีวิต ตั้งแต่ในยุคก่อนที่ยังไม่ได้ทำการขยายถนนสายเอเชียแบบในปัจจุบันนี้

โดยเรื่องราวอาถรรพ์ของโค้งดังกล่าว จากประวัติผู้ที่มาประสบเหตุตรงนี้มักจะเป็นรถบรรทุกซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนรถยนต์ส่วนตัวก็พอมีบ้าง
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยๆ จึงได้มีการตั้งป้อมเล็กๆให้ตำรวจมาประจำการตรงจุดนี้ ซึ่งแม้แต่ตำรวจเองก็เคยโดนรถบรรทุกวิ่งหลุดโค้งมาชนจนตายคาที่ไปถึง 2 ศพ ด้วยกัน..!!
จากการสอบปากคำคนขับรถบรรทุกให้การว่า ตัวเองไม่เมาหรือไม่ง่วงอะไรทั้งนั้น เนื่องจากเป็นกลางวันแสกๆอยู่แท้ๆ แต่ตอนที่ขับมาถึงโค้งดังกล่าวกลับเห็นเป็นทางตรงและถนนโล่ง มารู้สึกตัวอีกที รถก็วิ่งหลุดโค้งไปชนตำรวจตายแล้ว..!!
ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ยิ่งทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องราวความอาถรรพ์ก็เป็นได้..

โค้งดังกล่าวถ้ามองด้วยสายตาก็อาจไม่น่ากลัว หรือไม่น่าจะมีอะไร..แต่ก็มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าที่มักเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยๆ..ก็เพราะว่ามีวิญญาณหญิงสาวอาฆาตตนนึงที่สิงสถิตอยู่ที่นั่น..!!

นับย้อนหลังไปหลายสิบปี ในยุคที่ถนนสายเอเชียเพิ่งจะตัดผ่านใหม่ๆ มีคนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเมื่อก่อนแถวนี้เคยมีครอบครัวนึง เป็นสองผัวเมียที่ประกอบอาชีพเป็นชาวนา
อยู่มาวันนึงฝ่ายเมียเกิดท้องแก่ใกล้คลอด แต่เนื่องจากในหมู่บ้านตอนนั้นหมอตำแยไม่สามารถทำคลอดให้ได้ จึงต้องพากันออกมาเพื่อจะไปส่งโรงพยาบาล
ระหว่างออกมายืนโบกรถเพื่อขออาศัยติดรถไปที่โรงพยาบาล กลับไม่มีใครให้ความช่วยเหลือหรือสนใจที่จะจอดรับ ทำให้หญิงท้องแก่ต้องขาดใจตายอยู่ตรงนั้น ที่ข้างถนนใกล้ๆกับโค้งมรณะดังกล่าว
และนั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า วิญญาณหญิงสาวชาวนาจะออกมาแก้แค้นบรรดารถที่ขับผ่านทางนี้ ให้มีอันเป็นไป.. เนื่องจากแค้นที่ไม่ยอมช่วยเหลือเธอและทำให้เธอต้องตาย..!!

ซึ่งช่วงที่หญิงสาวชาวนาตายใหม่ๆ ชาวบ้านแถวนั้นต่างเจอเรื่องหลอนๆมากมาย
บางคนขี่รถผ่านมาได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด.. บางคนได้ยินเสียงหมาหอน ซึ่งจงใจไปหอนอยู่แต่ตรงโค้งดังกล่าวแค่ที่เดียว..
แต่ที่เจอหนักๆหน่อยก็คือ เห็นเป็นเงาดำรูปร่างคล้ายผู้หญิงท้อง แต่งกายแบบชาวบ้าน นุ่งผ้าถุงยืนอยู่ตรงทางโค้งมืดๆคนเดียวเป็นประจำ..

หรือบางทีชาวบ้านก็ลือว่าถ้าหากใครเห็นวิญญาณหญิงสาวชาวนามาปรากฏตัว หรือเดินวนเวียนอยู่แถวทางโค้งเมื่อไร..
ให้เชื่อได้เลยว่าไม่เกินวันสองวันจะต้องมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงทางโค้งแห่งนั้นแน่นอน และต้องมีผู้เสียชีวิตด้วย..!!

ซึ่งเรื่องราวความเฮี้ยนของผีสาวชาวนาท้องแก่ผู้นี้ เป็นที่ร่ำลือจนไปถึงหูหลวงพ่อจรัญในเวลานั้นเลยทีเดียว เพราะมีชาวบ้านไปปรึกษาท่าน ท่านก็ได้แต่สงสารวิญญาณดังกล่าวพร้อมกล่าวว่า
“ทำไมไม่ไปผุดไปเกิดสักที มาตามหลอกหลอนหรือเอาชีวิตชาวบ้านอยู่แบบนั้นทำไม..”

โดยที่ผ่านมาก็เคยมีตำรวจหลายนายที่รู้ตัวว่าจะต้องมาประจำการตรงป้อมที่อยู่ตรงทางโค้งมรณะแห่งนี้ ต่างรู้สึกหวาดกลัววิญญาณสาว ถึงกับมาขอของดีหรือเครื่องรางไว้ป้องกันตัวจากหลวงพ่อจรัญอยู่เป็นประจำ
โดยหลวงพ่อท่านก็ได้แต่แนะนำว่า ให้หมั่นเอาหมากพลูและของเซ่นไหว้ไปวางตรงทางโค้ง รวมถึงสวดมนต์กรวดน้ำไปให้เขาบ่อยๆ สาเหตุที่ต้องถวายหมากพลูเพราะหลวงพ่อท่านทราบว่าวิญญาณหญิงสาวนั้นชอบเคี้ยวหมากพลูมากๆ..
และปรากฏว่าพอนายตำรวจลองไปทำตามดู ก็อยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด นับว่าเป็นเรื่องแปลกๆที่หากใครไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่แต่อย่างใด

ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ถนนสายเอเชียได้ขยายใหญ่ขึ้น ความน่ากลัวและเรื่องราวการพบเห็นวิญญาณของหญิงสาวชาวนาที่มาปรากฏกายตรงทางโค้ง ก็เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา
ส่วนปัจจุบันนี้ยังมีคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงทางโค้งนั้นอีกรึเปล่า อันนี้แอดมินก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา facebook.com

ผีมาบโมง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีมาบโมง 

ผีมาบโมง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีเป็นความเชื่อส่วนตัวครับ หมายถึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และจะต้องอาศัยความสามารถที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันเพื่อมองเห็น….. ซึ่งจริงๆ แล้วผีในความคิดของแต่ละคนทั้งที่เคยและไม่เคยเห็นก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ มักจะน่ากลัว หรือหนักไปทางก่ออันตราย มากกว่าจะมาช่วยเหลือหรือให้ยืมเงิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี….เพราะหลายต่อหลายคนก็คิดว่าการปรากฏตัวของผีจะให้โชคลาภ และหลายครั้งก็บังเอิญว่าใช่ซะด้วย เช่นการนำไปตีเป็นเลขเพื่อซื้อลอตเตอรี่

มาพูดถึงเรื่องการเล่าเรื่องผี …..เล่าเรื่องอะไรก็ไม่เร้าใจและดึงความสนใจคนได้เท่ากับ เรื่องลึกลับ โดยเฉพาะเรื่องผี เชื่อว่าทุกคนคงเห็นด้วย…..คนไทยหากินกับเรื่องโชคลางและสิ่งเหนือธรรมชาติมานานแล้ว จัดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมที่มีมาช้านาน …..ผมจะไม่พูดถึงว่าผีมีฟังค์ชั่นอะไรในระดับสังคม เพราะมันไม่เกี่ยวกับที่ผมจะพูดในบลอคนี้ ก็แค่จะเล่าเรื่องผีเท่านั้น

เวลาเราคุยกับเพื่อนๆ ตอนไปเที่ยว หรือเวลาที่อยู่กันเยอะๆ ก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าสนใจเท่าเรื่องผี การมาแชร์ประสบการณ์กันก็ทำให้เพื่อนๆ ของเรานั่งกันได้นานขึ้น (เพราะไม่กล้าไปนอน) บางคนจะเล่าเพื่อให้สาวๆ กลัว จะได้จีบกันได้นานขึ้นอันนี้ก็ว่ากันไป…..เรื่องที่เล่านั้น บางคนก็เจอมาเอง บางคนก็ฟังเขามา….. จากประสบการณ์ส่วนตัวนั้นพบว่าเรื่องส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีคนตาย (ที่สื่อหรือรายการไทย ชอบมากในการไปสร้างความวุ่นวายในที่แบบนั้น) หรือไม่ก็ประมาณไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจแล้วก็เจอผี เป็นต้น….. วันนี้ผมก็มีเรื่องนึงที่ผมมีส่วนร่วมด้วย แต่ผมไม่ใช่เป็นคนเจอเอง…..ผมเล่าไม่ค่อยน่ากลัวหรอกนะครับ เรื่องผีเนี่ย เพราะเป็นคนที่เวลาพูดอะไรก็จะอดแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแทรกไปไม่ได้ทุกที….. แต่ก็จะบอกไว้ก่อนว่าที่จะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องผีนะครับ ถ้าไม่อยากอ่านก็ไปอ่านบลอคอื่นผมได้ 555 มีเยอะแยะให้อ่านครับ

ประมาณปี ค.ศ.1999 ผมยังเรียนปริญญาตรีอยู่เมืองไทย …..ก็เป็นคนที่มักจะไปค่ายพัฒนาชนบทอยู่เรื่อยๆ ปีนั้นก็เช่นกัน ผมกับเพื่อนๆ และพี่ๆ ก็ไปหมู่บ้านตำรวจตระเวนชายแดน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนั้นถ้าจำไม่ผิดก็ไปสร้างบ่อปลาและซ่อมแซมอาคารเรียน รวมทั้งศึกษาชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไทยในพื้นที่ด้วย

วันหนึ่งตอนหกโมงกว่า ผมกับเพื่อนหลังจากเสร็จงาน (เตะบอล 555) ก็มาอาบน้ำ …..ห้องอาบน้ำก็เป็นของโรงเรียน …เป็นเพิงห้องแถวเรียงยาวแล้วกั้นเป็นห้องๆ ตั้งอยู่ข้างอาคารเรียน ด้านหลังห้องน้ำก็เป็นทางน้ำไหลออกลงเนินไปซึ่งก็มีแต่หญ้าคา… ด้านหน้าก็มีม้าหินเล็กๆ ซึ่งผมก็เอาไว้วางเสื้อผ้า เพราะห้องน้ำมันไม่มีที่แขวน มีแต่อ่างกับขัน

ผมกับเพื่อนเข้าไปคนละห้อง (คงไม่มีใครเข้าห้องเดียวกัน) อาบน้ำไปก็ตะโกนคุยกัน ตอนนั้นก็โพล้เพล้จะมืด คนอื่นๆ ก็เตรียมอาหารกันอยู่ บางคนก็นั่งเล่นอยู่ในห้องนอน (นอนรวมในห้องเรียน) ห่างไป 50 เมตรได้…..ก็ตามประสาผู้ชาย ผมก็คุยกับเพื่อนเรื่องสาวๆ 555 ก็อาจจะพูดทะลึ่งทะเล้นบ้าง ซึ่งก็ปกติ จะให้คุยเรื่องภาวะเศรษฐกิจเอเซียก็คงไม่เหมาะ

อาบอยู่ 20 นาที น้ำมันเริ่มเย็นผมกับเพื่อนก็ออกมากลับไปที่ห้องเพื่อจะแต่งตัว ก็เอาเสื้อที่วางไว้กลับไปด้วย จะเปลี่ยนแถวนั้นมันก็มืดแล้วมองไม่ค่อยเห็น…..ระหว่างที่เดินกลับที่เดินสวนกับผมก็เป็นรุ่นพี่ผู้หญิง 2 คน มีบ่นด้วยว่าอาบน้ำอะไรกันเนิ่นนาน ผมก็หัวเราะแหะๆ แล้วเดินต่อ

กลับมาแต่งตัวได้ 5 นาที ผมก็ได้ยินเสียงคนกรี๊ดดังมากๆ จากห้องน้ำ ผมกับเพื่อนตกใจรีบวิ่งไปดูทันที รู้เลยว่าคนกร๊ดก็คือรุ่นพี่ผมแน่ๆ …..ไปถึงนี่พี่สองคนก็เข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกัน ร้องไห้กันแล้วบอกแต่ว่าอย่าเปิดมานะๆ เพื่อนผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่พูด ให้แต่งตัวเดินออกมาก็ไม่ยอมบอกว่า ไม่ออกๆ

แบบนี้ต้องเจองูแน่ๆ เพื่อนผมรวมทั้งผมก็รีบกลับไปเอาไฟฉายมาส่องรอบๆ ห้องรวมทั้งด้านหลังห้องน้ำ ถึงตอนนี้ก็มากันห้าหกคนแล้ว ดูอึกทึก พี่สองคนเลยเปิดประตูออกมาหน้าซีดเเลย ยังร้องไห้อยู่แล้วเดินก้มหน้ากลับห้องโดยมีรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนเขาพากลับไป

ส่องหาอยู่นาน งูมันคงไปแล้วก็เลยเดินกลับไปดูพี่เขา…..พอตั้งสติได้พี่ๆ เขาเล่าว่า………. เขาอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำโดยที่พี่อีกคนนั่งเฝ้าของอยู่หน้าห้องน้ำ…..พี่คนที่อยู่หน้าห้องน้ำบอกว่าเศษกิ่งไม้บนหลังคาห้องน้ำมันดังแกรกๆ เลยมองขึ้นไปดู พี่เขาบอกว่ามองเห็นผู้หญิงกลางคนใส่ชุดกระเหรี่ยงสีขาวๆ ยืนเขย่งเท้าอยู่บนหลังคาห้องน้ำ เขาไม่เห็นหน้าเพราะผมยาวมาก แต่ตัวเปียกทั้งตัวและผิวซีดสุดๆ ที่สำคัญเขามองมาทางรุ่นพี่ผมด้วย……….เท่านั้นแหละ พี่ที่อยู่หน้าห้องน้ำก็กรี๊ดเลย พี่ในห้องน้ำตกใจเปิดประตูออกมา พี่คนนั้นก็วิ่งเข้าไปห้องน้ำแล้วปิดประตูทันที…..ก็เป็นเวลาที่พวกผมวิ่งไปถึงพอดี

ตกลงไม่ใช่งู จากที่เล่าก็คงจะเป็นผี จะเรียกตามที่ลุงผู้ใหญ้บ้านเรียกก็คือ วิญญาณชาวกะเหรี่ยงที่มีอยู่มากมายในบริเวณหมู่บ้าน…..คำว่ามากมายนี่ไม่รู้ลุงเขาจะเน้นทำไม มันทำให้บรรยากาศมันน่ากลัวเข้าไปอีก…..คืนนั้นก็พากันไปไหว้ศาลของหมู่บ้าน และบอกกล่าวให้สิ่งใดๆ ที่อยู่ที่นั่นทราบว่าพวกผมมาพัฒนาหมู่บ้าน ไม่ได้มีเจตนาบุกรุกหรือทำอะไรให้เสื่อมเสีย

ย้อนไปถึงก่อนพี่เขาจะเจอผี…..หรือว่าที่ผมคุยกับเพื่อนตอนอาบน้ำมันดูแลไม่เคารพสถานที่เกินไปหรือเปล่า เขาจึงออกมาให้เห็น จริงๆ เรื่องพวกนี้มันก็ผูกกันได้อย่างพอมีเหตุผล….. ผี อาจจะไม่ได้เห็นกันได้ทุกคน แต่ที่เป็นกันทุกคนในคืนนั้นคือความกลัว จากเดิมที่ร้องเพลงเล่นกีตาร์กันอย่างสนุกสนาน ก็เข้านอนกันอย่างเร็ว (นอนเปิดไฟด้วย 555) พี่ผู้หญิงเขาให้พวกผมนั่งเฝ้าหน้าห้อง ในฐานะที่อาจจะเป้นสาเหตุให้เกิดเรื่อง…..พูดตรงๆว่า คืนวันนั้นมันก็ปกตินั่นแหละ แต่เป็นพวกเราเองที่มองว่าทำไมหมอกมันลงหนาจัง เสียงอะไรตรงนั้นฟระ เฮ้ยแกเห็นอะไรแว้บๆ มั๊ย คือระแวงไปหมด

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นอะไรอีก พวกผมก็ระวังทั้งคำพดและการกระทำมากขึ้น…..คือบางทีไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เรื่องภูติผีวิญญาณมันก็สร้างความรู้สึกในเชิงจิตวิทยาให้กับทุกคน หรือในระดับชุมชนมันก็ทำให้ชุมชนนั้นเป็นไปอย่างที่มันเคยเป็น ความเชื่อของชาวบ้านก็ทำให้พิธีกรรมบางอย่างและลักษณะการใช้ชีวิตของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเทคโนโลยี …..ผมถือว่าเป็นข้อดีเพราะเอกลักษณ์ของชุมชนมันจะเหนียวแน่น และทำให้เทคโนโลยีเข้ามารบกวนได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น (คล้ายๆ เรื่องศาสนาที่ครอบคลุมจิตใจคนไม่ว่าจะจบด็อกเตอร์หรือ ป.4 ก็ตาม)

ที่พูดมาทั้งหมดก็เป็นเรื่องผี ที่รุ่นพี่ผมเจอ และผมมีส่วนร่วม….. เรื่องอื่นๆ ก็พอมีแต่คิดว่าเป็นคนเล่าเรื่องพวกนี้ไม่เก่ง ก็ลองแปะไว้ให้อ่านเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ…

โทรศัพท์สยอง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

โทรศัพท์สยอง 

โทรศัพท์สยอง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เช้าวันอาทิตย์กลางเดือนพฤศจิกายนนี่เอง จู่ๆ ขณะซักผ้าอย่างเพลิดเพลิน เปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วยนั้น ฉันก็คิดถึงโสภิตาขึ้นมาอย่างรุนแรง!

โสอยู่กลุ่มเพื่อนของฉัน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เมื่อเรียนจบต่างคนก็ต่างไป เราไม่เคยติดต่อกันเลยหลังจากนั้น จริงอยู่ ฉันไม่เคยลืมเธอ แต่ก็ไม่เคยคิดถึงแม้แต่นึกถึง แล้วทำไมวันนี้ฉันเกิดคิดถึงเธอจังเลย

ภาพเก่าๆ ผุดขึ้นมาชัดเจนราวกับวันวาน ฉันถึงกับวางมือจากเครื่องซักผ้า เงยหน้ามองฟ้าที่เป็นสีน้ำเงินใส…ป่านนี้เธอทำอะไรและอยู่ที่ไหนนะ? แต่งงานหรือว่าโสด มีลูกกี่คน?

วูบหนึ่งฉันใจหายนิดๆ คุณเคยเป็นอย่างฉันหรือเปล่าไม่ทราบ เวลาที่เราคิดถึงใครสักคนทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดถึงมาตั้งนาน เขาคนนั้นมักมีอันเป็นไป ฉันเคยมีประสบการณ์แบบนี้มา 3-4 ครั้งแล้ว นึกได้อย่างนี้ฉันก็รู้สึกไม่ค่อยดี โสภิตาเป็นอะไรไปรึเปล่านะ? เอ…เห็นจะต้องหาทางติดต่อถามข่าวคราว ซึ่งคงต้องถามกับ สมาคมศิษย์เก่า ละมัง? เขามีที่อยู่แน่ๆ

…และแล้วเสียงโทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น ฉันรีบเช็ดมือกับผ้าแห้ง ขณะที่ลูกชายวัยรุ่นโผล่หน้ามาบอกว่า เป็นโทรศัพท์ของฉันเอง

ใช่แล้วค่ะ คุณเดาถูก! โสภิตาโทร.มา น่าอัศจรรย์ไหมล่ะคะ กระแสจิตคนเราช่างแรงจริง ฉันบอกถึงความอัศจรรย์นี้กับโสภิตาทันที

“ฉันกำลังคิดถึงเธออยู่ แปลกนะอยู่ดีๆ ก็คิดถึง” ฉันบอก เธอหัวเราะเสียงใส…อย่างน้อยฉันก็โล่งอกล่ะค่ะที่โสภิตายังสบายดี ไม่ได้มีอันเป็นไปร้ายแรงอะไร เธอบอกเล่าเก้าสิบว่าหลังจากเรียนจบก็ไปต่างประเทศ มีสามีเป็นชาวฝรั่งเศสก็เลยปักหลักอยู่ทางโน้น นานๆ จะกลับมาเยี่ยมเมืองไทยซะที คราวนี้เธอเพิ่งกลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว และจะอยู่ถึงปีใหม่…เธอคิดถึงเพื่อนเก่าๆ เพราะจัดบ้านเจออัลบั้มภาพสมัยเรียนหนังสือ

“เมื่อกี้โทร.ไปบ้านอ้อม เขายังใช้เบอร์เก่าอยู่เลยนะ” โสภิตา บอกด้วยเสียงร่าเริง

อ้อมไหน? อ้อมวนิดาน่ะเหรอ?! ฉันใจหายวาบ ก็เธอตายไปแล้วนี่นา! ตายไปเมื่อสองปีก่อน ฉันยังไปงานศพเลย!

“คุยกันสนุกเชียว อ้อมบอกว่าคิดถึงเธอมาก ฝากบอกด้วย เธอสองคนไม่ได้เจอกันเหรอจ๊ะ?”

ฉันอึกอัก มือเย็นเฉียบ นี่โสภิตาล้อฉันเล่นรึเปล่า? แรงไปหน่อยนะ! “โส…อ้อมไม่อยู่แล้วนะ! เป็นมะเร็งที่ปอด เสียไปเมื่อสองปีก่อน…”

“อยู่สิ เขายังไม่ไปไหนสักหน่อย เรานัดกันจะไปหาเธอที่บ้านค่ำนี้!”

โทรศัพท์แทบหลุดจากมือ ฉันตกตะลึง ขณะเดียวกันสายก็หลุดไปซะงั้น…ปลายทางเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงแมวกรน ฉันขยับปลั๊ก เสียงครืด…ยาวๆ กลับมา แต่ไม่มีเสียงแจ้วๆ ของโสภิตาอีกต่อไป

ฉันสับสน งงงัน แล้วสักพักก็มือไม้สั่นเทา ขณะหยิบมือถือมากดเบอร์ของแหววเพื่อนรักอีกคนที่พบกันในงานศพอ้อมนั่นแหละเป็นครั้งสุดท้าย

…ข่าวที่ได้จากแหววทำให้ฉันเข่าอ่อนยวบ หน้ามืดจะเป็นลมซะให้ได้

โสภิตาที่ฉันพูดด้วยตะกี้น่ะ แหววบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเพื่อนอีกคนเพิ่งส่งข่าวร้ายมาบอกว่า เธอรถคว่ำตายที่ฝรั่งเศสพร้อมสามีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง!

แหววตื่นเต้นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันหยกๆ เธอขนลุกไปหมดแล้ว ไม่อยากจะเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนหลับวูบแล้วละเมอฝันไป…แต่ฉันไม่ได้หลับ ลูกชายที่รับโทรศัพท์เป็นพยานได้

เราวุ่นวายกันทั้งบ้านเลยค่ะ ทั้งฉันเอง ลูกชาย สามีและคุณแม่สามี เราถกเถียงกันเรื่องนี้ และสันนิษฐานว่าอาจมีใครแกล้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เรื่องเป็นเรื่องตายนี่ถ้าแกล้งหลอกแกล้งอำกัน มันก็ใจร้ายใจดำ อำมหิตไปหน่อยล่ะ!

คืนนั้น…ทันทีที่พลบค่ำ ตะวันตกดิน ฉันถึงกับจับไข้ รู้สึกหนาวจนตัวสั่น…คำที่ว่าโสภิตากับอ้อมนัดกันจะมาหาฉันยังแว่วอยู่ในหู…

คุณแม่สามีให้ฉันจุดธูปบอกกล่าวเพื่อนให้ไปสู่สุคติ ไม่ต้องมาหา จะทำบุญไปให้

ฉันจุดธูปบอกศาลพระภูมิด้วยความหวาดกลัว ว่าอย่าให้วิญญาณ ทั้งสองนี่เข้ามานะ! ถึงจะเป็นเพื่อนแต่ฉันก็กลัวใจจะขาด ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ กลัวกันทั้งบ้าน…แต่คืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี…

ไม่มีแม้แต่ความฝันที่น่าสะพรึงกลัวใดๆ

อย่างไรก็ตาม นึกถึงทีไรดิฉันก็สยองจนขนหัวลุก ไม่น่าเชื่อว่าประโยคธรรมดาๆ ที่ว่าจะมาหาที่บ้าน มันจะน่าหวาดหวั่นขนาดนี้…น่ากลัวที่สุดในชีวิตฉันเลยละค่ะ!…

แอบหลับงานวัด เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

แอบหลับงานวัด

แอบหลับงานวัด เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมทำงานอยู่วงมโนราห์วงหนึ่งของภาคใต้ โดยหน้าที่ผมคือประกอบเวทีแสดงครับ เวลามีงานก็ตามทีผู้จัดงานจะให้ตั้งเวทีแสดงไว้ที่ใด ส่วนมากจะเป็นงานวัด ก็คือจัดเวทีในพื้นที่วัดครับผม.. ในครั้งที่เกิดประเด็นนั้น วงพวกเราต้องไปแสดงกันที่งานวัดแห่งหนึ่งในจังหวัด นครศรีธรรมราช โดยข้างตั้งเวทีจะไปกันล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เนื่องจากว่าถ้าหากไปวันที่แสดงเกรงว่าจะตั้งไม่ทัน พวกเราเริ่มเดินทางจากจังหวัดพัทลุงกันตอนค่ำๆไปถึงวัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็ค่ำๆมืดๆก็ได้ไปถามเจ้าอาวาสวัดว่าจะให้ตั้งเวทีที่ไหน? เนื่องจากว่าผมกับเพื่อนพ้องอีกคนหนึ่งเหน็ดเหนื่อยรวมทั้งล้าจากการเดินทาง ก็เลยชักชวนกันไปพบที่พักผ่อนก่อน โดยที่มิได้บอกกับเพื่อนพี่ๆคนอื่นๆไว้ แต่ว่าทุกคนก็เหมือนมิได้เฉลียวใจอะไร อาจจะนึกว่าผมกับเพื่อนแวะไปเดินเที่ยวในงานวัดกัน (ทางวัดมีงานมาแล้วหลายคืน โดยที่คืนต่อไปก็เลยจะเป็นคิวของวงมโนราห์)
ยิ่งมืดค่ำ ประชาชนในงานเริ่มทยอยกันกลับเรื่อยกระทั่งเริ่มไม่ค่อยเหลือคนใดกันแน่ จะมีก็แม้กระนั้นพ่อค้าแม่ค้าในงาน จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืน ผมกับสหายก็ยังคงนอนกันอยู่.. เพื่อนๆพี่ๆที่เหลือเริ่มพากันตามหาผมกับสหายที่พักผ่อนอยู่ แต่ว่าหายังยังไงก็หาไม่พบ หากระทั่งเหน็ดเหนื่อย โทรศัพท์หาก็ไร้คนรับสาย ทั้งที่โทรศัพท์ก็มีติดตัวกันอีกทั้ง 2 คน พี่คนหนึ่งเล่าว่าเขาร้องตะโกนเรียกหาทั่วรอบๆวัดจนกระทั่งหมดเสียง แต่ว่าก็ไม่มีเสียงตอบรับเลย.. ทุกคนเริ่มสนเท่ห์ใจ ก็เลยตกลงใจไปพบเจ้าอาวาสวัด เล่าให้แก่คุณฟังว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ครู่หนึ่งท่านก็เลยประน้ำมนต์ให้เพื่อนพ้องๆพี่ๆผมทุกคน แล้วบอกให้ทดลองออกไปตามหาอีกรอบ ทุกคนก็เลยแยกย้ายกันไปตามหา

หาไปได้สักพัก ก็มีสหายคนหนึ่งตะโกนพูดว่า ‘พบแล้วๆมันนอนกันอยู่นี้เอง!’ ทุกคนก็เลยพากันมาดู รวมทั้งปลุกผมกับเพื่อนฝูงให้ตื่น แล้วนายหัวรถ 6 ล้อ ซึ่งเป็นพี่น้องของผมก็ถามด้วยความห่วงใยครึ่งหนึ่งโกรธว่า ‘เป้ง เพราะอะไรเอ็งไม่รับโทรศัพท์ สร้างไว้ทำห่าอะไร ไม่รับสาย?’ ผมกับสหายก็นั่งเงียบ มิได้กล่าวอะไรเพราะว่าตระหนกตกใจบวกกับพึ่งตื่นด้วย.. แล้วมีเพื่อนพ้องคนหนึ่งกล่าวว่า ‘เมื่อตะกี้ก็มาเดินหานี้ หลายรอบด้วยนะ เรียกว่าถ้าเกิดนอนอยู่นี้ตลอดจริงๆเป็นจำต้องโดนเหยียบแน่ๆ แต่ว่า..เพราะเหตุไรในตอนนั้นถึงมองไม่เห็นว่ามีผู้ใดกันแน่อยู่เลย?’ ผมก็พูดว่าพวกเรานอนยาวอยู่นี้นี่แหละ..
แล้วทุกคนพาผมกับเพื่อนไปพบเจ้าอาวาสวัด เจ้าอาวาสบอกให้นั่งรวมทั้งเริ่มประน้ำมนต์ไห้ แล้วท่านก็บอกอีกว่า ‘ที่ตรงนั้นที่พวกเองไปนอน ตอนแรกเป็นป่าช้าเก่า สัมพเวสีมีมาก ที่หาเท่าใดก็หาไม่พบเนื่องจากผีมันบังตา มันนอนทับพวกเองอยู่..’ พวกผมได้ยินนี่ขนลุกขึ้นมาโดยทันทีเลย เคยทราบมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมากๆ สำหรับพวกผมทั้งหมด.. ตรงที่ที่ผมกับเพื่อนไปนอนจะเป็นกุฏิเก่าๆ เล็กๆ นอนกันตรงหน้าระเบียง โดยหารู้ไม่ว่าที่ตรงนั้นเป็นป่าช้าเก่า มีสิ่งที่เราไม่เห็นอาศัยอยู่มากมาย และอีกอย่างคือพวกผมไม่ได้ไหว้ขอเจ้าที่เจ้าทางอะไรเลย..…

ตำนานยักษ์แบกเสา ตำนาน-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ตำนานยักษ์แบกเสา

ตำนานยักษ์แบกเสา ตำนาน-เรื่องหลอน

คนไม่ใช่น้อยที่เดินทางไปๆมาๆบนถนนวิภาวดีน่าจะจำต้องเคยมองเห็นบางอย่างของ เสาโทลเวย์ ที่แตกต่างไปจากเสาอื่น ซึ่งมีเสาอยู่ 2 ต้น ที่มี รูปปั้นยักษ์ ท่าทางเหมือนกำลังยืนหามเสาอยู่ บางคนบางทีก็อาจจะเคยรู้ที่มาของเสาแปลกๆ2 ต้นนี้มาบาง แต่ว่าบางคนอาจจะยังไม่รู้จักว่าตามที่เป็นจริงแล้ว เพราะทางด่วนที่นี้เคยมีอาถรรพ์ถึงขั้นจำต้องสร้างยักษ์สองตนนี้ขึ้นมาตำนาน เพราะว่าระหว่างการก่อสร้างดอนเมืองโทย์เวย์ ตกอยู่ในสถานการณ์ขาดทุน มีคนแนะนำมาว่าให้สร้างรูปปั้นยักษ์หามถนนไว้ แต่เดิมยักษ์ตนนี้อยู่ตรงข้ามการบินไทย แต่ถูกร้องเรียนมาว่าจุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยและก็มีผู้เสียชีวิตหลายราย ให้ย้ายยักษ์ออกไปไว้ที่อื่นๆ เลยมีการปรับย้ายมาไว้ตรงข้ามแยกเซ็นทรัลลาดพร้าว

เรื่องราวอาถรรพ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2535 ได้เริ่มการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ขึ้น และก็ในระหว่างการก่อสร้างนั้นได้เกิดปัญหาขึ้นมากมายไม่ราบรื่นขัดข้องหลายๆอย่างโดยไม่เคยรู้สาเหตุ และก็ตอนที่จะทำการชูเสาต้นนี้ขึ้นก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีก ทำยังไงก็ไม่สามารถชูเสาขึ้นได้เพราะตอนแยกลาดพร้าวจำเป็นต้องสร้างทางยกกระดับเหินข้ามแยกลาดพร้าว แต่พอสร้างเสาและคานได้ไม่กี่วันก็พังลงมาทับคนตายอีก เกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งที่ทำถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกอย่างแต่ก็ไม่ดีขึ้น อยู่มาดีๆก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีก ทั้งคานถล่ม สร้างต่อไม่ได้ อยู่ๆไปก็มีเหตุการณ์คนงานเสียชีวิตจำนวนมาก เสาก็เอาขึ้นไม่ได้ แยกอื่นๆที่ผ่านๆมาก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากที่แยกลาดพร้าวมีปัญหาตลอด ถัดมาได้มีผู้รู้ได้ชี้แนะให้ปั้นรูปยักษ์ แบกถนนไว้ ที่ตอหม้อเสาเพื่อแก้เคล็ด หลังจากนั้นในเวลาถัดมาทางโครงการได้ไปขอให้ ทางกรมศิลปากร ช่วยปั้นยักษ์ขึ้น 2 ตน และทางกรมศิลปากรทำการแกะ ยักษ์ ทำท่าแบกเสาขึ้น ปรากฏว่าได้เกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นอย่างมาก เมื่อแกะสลักรูปยักษ์เสร็จ เสาต้นนั้นก็ยกขึ้นอย่างง่ายดาย จึงได้นำยักษ์มาติดไว้ที่เสาตอหม้อที่แยกลาดพร้าม 1 ตน และตรงทางลงสะพานข้ามแยกสุทธิสารฝั่งขาออก 1 ตน จึงเป็นที่มาของของตำนาน…

ข้าวมันไก่ผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ข้าวมันไก่ผี 

ข้าวมันไก่ผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องมีอยู่ว่า.. มีชายคนหนึ่ง ที่บ้านหาเลี้ยงชีพด้วยการขาย ข้าวมันไก่ ซึ่งบ้านนี้จะมีธรรมเนียมสืบทอดกันต่อๆมาว่า เมื่อเจ้าของกิจการตาย คนที่เป็นลูกชายจะต้องกระทำตกทอดกิจการนี้ต่อ ซึ่งบ้านนี้ก็ทำแบบนี้มาตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจทำก็ตาม กระทั่งวันหนึ่งพ่อของชายคนนี้เสียชีวิตลง เขาก็จำเป็นต้องสืบทอดกิจการร้านข้าวมันไก่ต่อจากพ่อของเขา ทุกๆ อย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดี จนมาถึงวันครบรอบการตายของพ่อเขา

วันนั้นที่ร้านขายดีมากๆ แบบที่ไม่เคยขายดีขนาดนี้มาก่อน จนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าประจำของร้าน มาซื้อข้าวมันไก่ใส่กล่องกลับไปกินเป็นอาหารเย็น ตอนนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า เถ้าแก่ก็รีบทำให้เด็กผู้หญิงก่อนด้วยเหตุว่าเห็นว่าเริ่มมืดแล้ว แถมคุณยังต้องเดินกลับบ้านไกลอีก เด็กผู้หญิงได้ข้าวมันไก่ก็รีบเดินกลับไปบ้าน ด้วยหวังว่าจะได้อร่อยกับข้าวมันไก่

แต่เมื่อเธอมาถึงบ้านแล้วก็เปิดดูกล่องข้าวมันไก่ ปรากฏว่ามีแต่ข้าว!!! ไม่มีไก่แม้แต่ชิ้นเดียว!? เธอแปลกใจมากมาย ปิดกล่องข้าวแล้วไว้ตรงนั้น คุณเลือกที่จะเดินออกไปเพื่อซื้อข้าวมันไก่อีกกล่อง แต่คราวนี้คุณจับตามองมองเจ้าของร้านอย่างใจจดใจจ่อ เพราะกลัวว่าเจ้าของร้านจะโกงเธอ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ เขาใส่ไก่ให้เธอตามปกติ ..เธอก็รีบเอาข้าวมันไก่กล่องนั้นกลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านเธอก็รีบเปิดกล่องข้าวมันไก่ทันที แต่แล้ว.. ก็ไม่พบไก่แม้แต่ชิ้นเดียวอีกเหมือนเดิม!!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอเริ่มกลัว บรรยากาศรอบตัวในเวลานั้นเงียบมาก เย็นเยือกทันใดนั้น ตอนนั้นเอง คุณก็ได้ยินเสียงแย้มประตู ‘แอ๊ดดดด..’ คุณตกใจกลัว แต่ทว่า พอหันไปดู เสียงนั้นเป็นเสียงของพ่อคุณเอง ที่กำลังเปิดประตูบ้านเดินเข้ามา เด็กหญิงรู้สึกเบาใจในทันที แล้วรีบเรียกพ่อของคุณให้มาหา แล้วบอกกับท่านว่า.. ‘พ่อขา พ่อมาดูอะไรนี่สิ หนูซื้อข้าวมันไก่มา 2 กล่อง แต่มันไม่มีไก่แม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งๆ ที่หนูเห็นเจ้าของร้านเขาก็ใส่ไก่มาให้แล้วกับตา’ (เธอพูดไปเสียงก็สั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ด้วยความกลัว) ทันใดนั้นเอง เสียงปริศนาก็ดังขึ้นมาอย่างน่าตกใจ!

‘ป๊าบบบบ!!!’ พ่อของเธอตบกบาลของเด็กผู้หญิงเสียงดังลั่น ก่อนที่จะกลับกล่องข้าวมันไก่แล้วเปิดให้ดู แล้วตะเบ็งว่า ‘โถ อีเด็กโง่เอ๊ยยยย มึงนี่มันโง่จริงๆ ทีหลังเปิดกล่องให้ถูกด้านสิวะ! ไก่มันอยู่ฝั่งนี้โว้ย…

ตำนานหมายเลข 13 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ตำนานหมายเลข 13 

ตำนานหมายเลข 13 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

มีเรื่องมีราวเล่าเยอะมากเกี่ยวกับตำนานเลข 13 ตัวอย่างเช่น มีผู้ชายรับประทานอาหารกัน 13 คน แล้วพวกเขาบางทีอาจ เสียชีวิต ด้านในหนึ่งปี ซึ่งเมื่อเรื่องดังที่กล่าวมาข้างต้นบังเอิญเกิดขึ้นจริง ก็กลายเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวเลขลำดับ 13 เยอะขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการชุมนุมกันของแม่มด 13 ตน แล้วก็เดอะ ริปเปอร์ อาชญากรผู้โหดร้ายชาวอังกฤษ มีตัวอักษร 13 ตัว ในชื่อของเขา

ในสมัยก่อนนั้น คนสมัยก่อนนับเลขโดยใช้นิ้วมือแล้วก็นิ้วเท้า ด้วยเหตุนั้นเมื่อมีตัวเลขมากยิ่งกว่า 10 ทำให้เพิ่มความยากสำหรับการนับ โดยจำเป็นต้องใช้เท้าเข้ามาช่วย แล้วก็มีการหมิ่นว่าเลข 13 เป็นเลขไม่ดี ซึ่งตำนานนี้ได้รับการแย้งว่าเหตุไรก็เลยไม่เป็นตัวเลขที่มากยิ่งกว่า 20 ด้วยเหตุว่าอย่างไรก็แล้วแต่นิ้วมือและก็นิ้วเท้าก็ครบ 20 หรือข้อแนะนำที่ว่าคนสมัยก่อนสามารถนับนิ้วมือแล้วก็นิ้วเท้ากี่รอบก็ได้ในการนับเลขที่มากกว่า 20

ในความเป็นจริงก็คือ ยังไม่หลักฐานใดๆแน่ชัดที่น่าไว้ใจได้ถึงตำนานที่ไปที่มาของเลข 13 เคยมีความเชื่อที่ว่ามีแม่มดรวมตัวกันในคืนวันเสาร์ แล้วก็พ่นสี 13 สีที่เป็นกาลี แม้แต่ในพระตำราใบเบิลก็เอ่ยถึงเลข 13 ไว้ไม่ดีนัก เพราะว่าในการรับประทานอาหารครั้งสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ก็มีผู้เข้าร่วมโต๊ะอาหารทั้งผอง 13 คนเช่นกัน…

มือลึกลับ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

มือลึกลับ 

มือลึกลับ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ในห้องโฟโต้เก่าบนตึกยาว จะมีห้องล้างฟิล์มซึ่งเป็นห้องมืดอยู่ด้วย วันหนึ่งมีการล้างฟิล์ม เด็กประชุมสองคนก็เลยจำต้องช่วยกัน ล้างฟิล์ม ให้เสร็จก่อนเย็น ระหว่างที่ล้างฟิล์มอยู่ภายในห้องมืด คนนึงบอกกับเพื่อนฝูงว่า “อย่าจับข้างหลังผมสิ” อีกคนบอกว่า “แกนั่นล่ะ จับหลังฉัน” ต่างคนต่างบอกเช่นนี้แต่ไม่มีผู้ใดจับข้างหลังใคร ว่าแล้วทั้งคู่ก็ทดลองไล่สัมผัสปลายมือที่จับข้างหลังตนขึ้นไปเรื่อยเพราะต่างคนต่างรู้สึกว่าอีกข้างแกล้ง ปรากฏพอเพียงลูบคลำเลยท่อนแขนข้างล่างมา ท่อนแขนกลับหายไปเฉยๆทั้งคู่คนจึงกล่าวพร้อมกันว่า “เฮ้ย แล้วนี่มันมือคนใดวะ หรือ…” พอเพียงกล่าวจบ ทั้งคู่ก็ปัดมือนั้นทิ้ง รีบเผ่นออกมาจากห้องรวมกันโดยไม่เหลียวหลังไปมองดูอีกเลย…

ผีตึกร้าง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีตึกร้าง

ผีตึกร้าง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อราว 3 ปีก่อนผมมาเช่าห้องอยู่กับเจ้าใหม่ที่เขตกทม.น้อย พวกเราเป็นเพื่อนสถานที่สำหรับทำงานบริษัทเดียวกันขอรับ จนกระทั่งสนิทกันมากมายๆตามประสาหนุ่มโสด นิสัยใจคอถูกใจร่าเริง ไม่คิดเล็กคิดน้อยแบบเดียวกัน เลยมาเช่าห้องอยู่ด้วยกันซะเลย

ช่วงแรกก็มีความคิดว่าใกล้ที่ทำงานแถวท่าพระ แถมยังมีเพื่อนฝูงช่วยแชร์ค่าหอพัก ไม่ต้องว้าเหว่ราวกับอยู่คนเดียวอีกต่อไป

เป็นมองโลกในแง่ดีน่ะซีครับผม คิดไม่ถึงว่าผมกับเจ้าใหม่จะเป็นเพื่อนแนวคู่เวรคู่บาป ถูกใจเที่ยวเตร่ตลกเหมือนกัน เที่ยวผู้เดียวน่ะไม่ค่อยสนุกสนานหรอกครับผม เดี๋ยวก็กลับรัง แต่พอมีเพื่อนถูกคอเข้า แหม…ตกค่ำเมื่อไรเป็นต้องแวะผับนั้นบาร์นี้อยู่เป็นประจำ

ไหนจะเงินทองขาดแคลนช่วงปลายเดือน ไหนจะโดนผีหลอกเอาอย่างจังอีกต่างหาก

โดนหลอกที่ใดไม่โดน มาโดนผีหลอกอาคารร้างกลางซอยก่อนถึงห้องพักของราว 20 เมตรเพียงแค่นั้น!

อาคารร้างที่ว่าน่ะไม่ใช่ไม่มีคนอยู่ ใส่กุญแจทิ้งเอาไว้เฉยๆครับ แต่ว่าเป็น อาคารร้าง แบบยับเยินเสมือนโดนไฟลุกหรือระเบิดลงยังงั้นล่ะเอ้า ไม่มีประตูหน้าต่าง ฝาผนังกันห้องร้าวฉานเหลือเพียงแค่ครึ่งๆกลางๆหลังคาก็แหว่งโหว่เป็นไปไม่ได้กันแดดกันฝนได้เด็ดขาด ผมเดินผ่านทีไรมักจะอดหันเข้าไปมองดูไม่ได้ มองเห็นขยะมากมาย บางวันมองเห็นหนูตัวโตๆวิ่งปรู๊ดปร๊าด บางวันก็มีแมวดำมากมายระกระโดดโหยงๆบางตัวก็ขึ้นไปนั่งเลียขนอยู่บนผนังกันห้องที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง

ฤดูฝนยิ่งแล้วใหญ่ น้ำเจิ่งท่วมเกือบจะครึ่งน่อง เห็นขยะลอยเป็นแพ…ดูๆแล้วเสมือนผู้ตายที่มีรอยแผลเหวอะหวะเต็มกำลัง แล้วศพถูกทิ้งประจานเอาไว้ไม่มีไม่ถูก

ไม่เคยทราบว่าเป็นอาคารร้างมาตั้งแต่เมื่อใด? ที่แน่นอนเป็นแปลงเป็นแหล่งสุมหัวพวกคนติดยาไม่เลือกตอนกลางวันหรือช่วงเวลากลางคืน บางครั้งก็มีวัยรุ่นใจกล้าจับมือกันเข้าหลบพลอดรัก…ไม่รู้เรื่องว่าใน บรรยากาศอย่างนั้นยังอุตส่าห์มีอารมณ์เข้าไปได้อย่างไร?

รู้ว่าเคยมีหญิงถูกมารสังคมผลักเข้าไปขืนใจด้วย แม้กระนั้นยังโชคดีที่ไม่ถึงกับโดนฆ่าทิ้ง แม้กระนั้นบางรายก็วิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีออกมาได้

คืนวันหนึ่งราวสี่ทุ่ม ผมกับเจ้าใหม่ว่าจะปิดไฟนอนก็พอดิบพอดีได้ยินเสียงร้องเอ็ดตะโรดังอื้ออึง พวกเรารีบเปิดหน้าต่างจากข้างบนลงไปดู ก็มองเห็นข้างหลังไวๆของชายคนหนึ่งวิ่งผ่านห้องพักไปทางตูดตรอก…ห้องด้านข้างก็โผล่ออกมามองด้วยเหมือนกัน เขาพูดว่าโน่นไอ้เป๋-คนติดยาประจำตรอก ขโมยได้ก็รีบไปซื้อยาเสพติดโดยทันที

“สงสัยจะโดนผีหลอก…พบกันหลายรายแล้วแต่ไม่รู้จักเข็ดซะหน”

พี่อรรถ-เช่าห้องอยู่ก่อนพวกเราบอกกล่าวให้ได้รับวิชาความรู้…เมื่อกลับเข้าห้องเจ้าใหม่ก็เยาะเย้ย กล่าวว่าจนกระทั่งยุคมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ แถมถ่ายภาพได้ ถ่ายคลิปได้ ยังจะเชื่อเรื่องผีอยู่อีกหรอเนี่ย? ผมเตือนมันว่าอย่าทำบอกดีไป ประเดี๋ยวพบกับตนเองแล้วจะรู้สึก! เจ้าใหม่กลับกล่าวว่ารู้สึกเบาใจน่ะซีที่รู้ดีว่าโลกนี้ยังมีผีๆสางๆอยู่จริง

วันรุ่นขึ้นก็ได้ทราบจากพี่อรรถว่า…ไอ้เป๋กำลังพี้ยาจู่ๆก็เห็นร่างหนึ่งแขวนหัวลงมาจากเพดาน หน้าเน่าเฟอะเกือบจะชนหน้ามัน เพียงเท่านั้นไอ้เป๋ก็พรวดพราดขึ้นร้องแรง วิ่งปุเลงๆร้องโวยวายออกมาอย่างที่พวกเรามองเห็น…เจ้าใหม่กลับพูดว่าไอ้เป๋ติดยาจนถึงตาฝาด บ้าไปเองน่ะซี!

อาทิตย์ถัดมา เพื่อนฝูงปากดีของผมก็พบของแท้เข้าเต็มแรง

คืนนั้น พวกเรานั่งโจ้สุรากันในห้องเพราะว่าปลายเดือนเต็มที พรุ่งนี้ก็จำต้องไปทำงานแต่เช้า กะว่าหมดแบนนี้จะเข้านอน …ราวสามทุ่มกว่าๆเห็นจะได้ เสียงร้องโหยหวนบาดใจก็ดังขึ้นจากตึกร้างหลังนั้นเอง…พวกเราลุกพรวดไปดูก็เห็นภาพนั้นเต็มตา

จันทร์เต็มดวงกับแสงไฟริมถนน เห็นชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งหน้าตั้งออกมา ดูเหมือนกับว่าเสื้อผ้าจะยังไม่เรียบร้อย ฝ่ายหญิงร้องไห้พลางวิ่งพลาง…โอ๊ย! ผีหลอก! ช่วยด้วย…

ไม่ว่าใครก็ทายใจได้ว่าวัยรุ่นไปพลอดรักกันแล้วโดนผี หลอกกระเจิงออกมา แต่เจ้าใหม่ยังอุตส่าห์กล่าวว่า…สงสัยมองเห็นแมวดำละมั้ง เลยนึกว่าผี…

เสียงมันหายไป ผมฉุกคิดก็ละสายตาจากผู้ที่วิ่งไปทางก้นซอย มองตามสายตาของเพื่อนฝูงไป…ภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าโดดเด่น กระจ่างอยู่ในแสง เป็นร่างดำทะมึนของชายที่นุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว เปลือยอกกว้างใหญ่โต ร่างสูงตระหง่านกำลังเงยช้าๆขึ้นมาดู

แดนนรกเป็นพยาน! ดวงตาแดงจ้าเหมือนแสงร้อนโชนจ้องหน้าเจ้าใหม่ไม่กระพริบ ส่วนสหายผมก็ร้องแม้กระนั้นอะๆอ้าๆไม่เป็นภาษาก่อนที่จะหัวเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงสลบไสลคาที่… พอเพียงฟื้นขึ้นมาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเกือบตลอดคืนเลยครับผม

ขอขอบคุณแหล่งที่มา ghost-in-manman.blogspot.com

บ้านสุดหลอน 303 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

บ้านสุดหลอน 303 

บ้านสุดหลอน 303 เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อปี 2554 พวกเราได้เข้ามาทำงานในจังหวัดกรุงเทพ เป็นครั้งแรก ปฏิบัติงานทำงานเป็นบริกรที่ห้องอาหารแห่งหนึ่ง อยู่แถวข้างหลังสนามกีฬาหัวหมาก ที่ร้านค้านี้จะมีบ้านพักให้บุคลากรเช่าอยู่ด้วย เป็นจะเป็นอาคาร 7 ชั้น 3 ชั้นแรกเป็นห้องอาหาร ข้างบนที่เหลือจะทำเป็นห้องเช่า และก็สต๊อคของค่ะ พวกเราได้อยู่ชั้น 7 โดยชั้นนี้จะมีพี่ดี้ พี่สถานที่ทำงานอีกคนอยู่ด้วย แต่ว่าอยู่กันคนละห้องนะคะ.. พอเพียงขึ้นไปด้านบนคราวแรก มันมองเกลื่อนกลาดๆอึดอัด มีฝุ่นผง แล้วก็เศษปูนที่เขาตีทำห้อง บอกตรงๆว่าไม่น่าอยู่เลย พวกเราจะนอนตอนแทบตี 3 – บ่าย 2 นาฬิกา แล้วออกไปทำงานช่วงเวลาเย็นถึงดึกดื่น

วันแรกไปถึงพวกเราก็ยกมือขึ้นไหว้ไหว้ขอ เจ้าที่เจ้าทาง กล่าวว่าลูกมาขออาศัยอยู่ มาหารายได้ส่งคืนบ้าน และก็นอนด้วยความง่วงซึม รวมทั้งเหนื่อยจากการเดินทาง กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงคนมากมายระซิบด้านข้างหูว่า ‘ล็อคประตูหรือยัง?’ พวกเราตกใจผวาขึ้นมา รีบไปจับที่ประตูมองในทันที ปรากฏว่าประตูมิได้ล็อคจริงๆจ้ะ พวกเราก็แบบเหวอเลย แต่ว่าคิดในด้านดีว่าบางทีอาจจะเป็นเจ้าที่เจ้าทางมาเตือนก็เป็นไปได้.. มาถึงคืนที่ 2 พวกเราฝันมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งมายืนที่ประตูห้อง มานะจะเปิดทางเข้ามาในห้อง ซึ่งมันเป็นฝันที่ราวกับไม่ใช่ความฝันน่ะจ้ะ เหมือนจริงมากมายๆเพราะว่าธรรมดาแล้วเวลาพวกเราฝัน พวกเราจะไม่ค่อยฝันถึงสถานที่ที่พวกเรากำลังอยู่สักเท่าไหร่ รูปแบบของผู้ชายในฝันเป็น หัวล้าน ไม่สวมเสื้อ ผิวหนังเสมือนคนเป็นโรคผิวหนัง เขามานะจะเข้ามาให้ได้ แม้กระนั้นพวกเราก็ใช้แรงเต็มกำลังเพื่อจะดันประตูไว้ กระทั่งพวกเราตื่นขึ้นมา รู้สึกอ่อนเพลียเป็นอย่างมากเสมือนใช้แรงมาอย่างมากเลย

พอเพียงตอนไปปฏิบัติงาน พวกเราก็เล่าให้พี่สถานที่ทำงานฟังกัน แม้กระนั้นไม่ได้เล่าละเอียดนะคะ เพียงพอเขาได้ฟังก็ถามพวกเรากลับว่า ‘ผู้ชายตัวเตี้ยๆหัวล้านใช่ไหม?’ เราพูดว่าใช่ พี่เขาก็กล่าวว่า ‘เอ็งเจอดีแล้วล่ะ..’ เขากล่าวเท่านั้นแล้วก็เดินไปเลยคะ.. พอเพียงตอนเลิกงานด้วยความต้องการอยากจะรู้ พวกเราก็ไปขอให้พี่เขาเล่าต่อ ท้ายที่สุดพี่เขาก็พูดว่า ‘เป็นคุณลุงที่อยู่อาคารด้านข้างพึ่งตายได้ 3 วันเพียงเท่านั้น..’ พวกเรานี่ขนลุกซู่เลยล่ะจ้ะ.. ยังไม่พอเท่านั้นนะคะ คืนที่ 3 พวกเราก็เจอดีเข้าอย่างจังอีก ในขณะที่พวกเรากำลังจะหลับอีกแล้วจ้ะ ก็ได้ยินเสียงแว่วๆมาว่า ‘แม่ค่ะ หนูอยู่ด้วย แม่คะ หนูขออยู่ด้วยๆ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างงั้น พวกเราผวายืนขึ้นมา ปรากฏว่ามองเห็นเลยคะ เป็นเด็กชายนั่งจ้องมองพวกเราอยู่ที่ปลายเตียง! รวมทั้งเบาๆคลานเข้ามา เป็นดูเหมือนเป็นเด็กไม่สมประกอบแขนขาลีบ ด้วยความกลัวพวกเราก็ดึงผ้าที่เอาไว้สำหรับห่มขึ้นมาหุ้ม และจากนั้นก็สวดมนต์ไหว้พระอยู่พักใหญ่ แต่ซึ่งมันไม่ได้เรื่องเลย พวกเรารู้สึกเย็นวาบอยู่เสมอเวลา แล้วก็ราวกับเขาคล่อมทับพวกเราอยู่กับบอกว่า ‘แม่คะ หนูขออยู่ด้วย..’ พวกเรากลัวมาก จนกรีดออกมาสุดเสียงเลยจ้ะ ทำให้พี่ดี้ที่อยู่ห้องด้านข้างมาเคาะห้องพวกเราถามคำถามว่าพวกเราเป็นอะไร?

แล้วเหมือนเด็กคนนั้นก็หายไปในทันที เรารีบย้ายของไปนอนที่ห้องพี่ดี้ ยังตัวสั่นไม่หายเลย เราเล่าที่พบให้พี่เข้าฟัง แต่ว่าพี่เขากลับพูดว่า ‘น่าจะเป็นลูกของพี่เองล่ะ..’ พวกเราก็ถามคำถามว่า ‘คนดูแลกุมารหรอ?’ แต่ว่าพี่เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวว่า ‘อย่าบอกคนไหนกันนะ เด็กคนนั้นอาจเป็นลูกพี่เอง ด้วยเหตุว่าพี่ก็เคยพบ พี่น่ะเคยทำแท้งมาก่อน..’ แค่นั้นล่ะจ้ะ ขนลุกโดยทันที เรียกว่าพบติดๆกัน 3 วันรวดเลยทีเดียว.. แต่พวกเราก็ยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ตามเดิมนะ แต่ว่าพอเพียงพบเรื่องแบบงั้นพวกเราก็กลัวจ้ะ เลยไม่ค่อยจะได้มานอนที่ห้องตอนกลางคืนสักเท่าไหร่ พวกเราจะไปนั่งพักผ่อนร้านเน็ตแล้วค่อยขึ้นห้องนอนตอนราว 6 นาฬิการุ่งเช้าถึงบ่าย 2 นาฬิกาแทน พวกเราทำอยู่ได้ราว 4 เดือนก็ลาออกจ้ะ..…