Skip to content

เรื่องเล่าสยองก่อนเข้านอนกับเราได้ที่นี้ที่เดียว Posts

เรื่องผี สยอง ผีลูบหัว

Posted in Uncategorized

ผีลูบหัว สยองขวัญ

ผีลูบหัว สยองขวัญ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ตอนนั้นเราอยู่ปี 1 ได้ยินมาว่าที่มหาลัยมีผีเยอะ ตามประสาคนกลัวผีก็เลยบอกแม่ว่าขออยู่หอพักข้างนอกนะ เราอยู่หอคนเดียว หอที่อยู่มีต้นไม้ขึ้นครึ้ม ร่มรื่น และที่หอ

เดียวกันนั้นมีเพื่อนร่วมคณะอยู่อีกประมาณ 2-3 ห้อง มีห้องนึง อยู่ไปแค่เดือนสองเดือน หรือแค่เทอมเดียวนี่แหละก็ย้ายออก เราก็คิดเพียงแค่ว่าคงเพราะกฎเกณฑ์ของหอที่แม้จะเป็นหอนอกแต่ถ้ากลับดึกก็เข้าลำบาก จึงต้องเรียกพี่แม่บ้านมาเปิดประตูรั้วให้เท่านั้น

ในคืนหนึ่งช่วงปลายหน้าฝน พอทำงานเสร็จก็ปิดไฟเตรียมตัวนอน ระหว่างที่กำลังจะเคลิ้มหลับไป ก็มีมือใครไม่รู้มาลูบหัว ตัวเรานี่เย็บวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า กลัวก็กลัว แต่ก็รู้สึกว่าเค้าไม่ได้มาร้าย เพราะมือนั้นค่อยๆ

ลูบหัวเราเบา ๆ คล้ายจะกล่อมเราจนหลับไป แต่ก็อยู่หอนั้นต่ออีกตั้ง 3 ปี พอปี 4 ย้ายหอใหม่ เพื่อนที่คณะก็เลยเข้ามาคุยว่ารู้มั้ยที่ออกมาตั้งแต่เทอมแรกเลยก็เพราะเจอผี เห็นเราย้ายหอแล้วเลยเพิ่งกล้ามาเล่าให้ฟังนั่นเอง…

กุมารทอง ความเชื่อทางไสยศาสตร์ ของคนไทย

Posted in Uncategorized

กุมารทอง

กุมารทอง วิญญาณของเด็กผู้ชาย

กุมารทอง ความเชื่อทางไสยศาสตร์ของไทยเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ที่มาของกุมารทองนั้นมาจากการเลี้ยงภูตผีปีศาจไว้ใช้งาน โดยกุมารทองเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชาย หากเป็นวิญญาณผู้หญิงที่คนเลี้ยงไว้จะเรียก “โหงพราย

กุมารทองแรกเริ่มเดิมทีมาจากวิญญาณของเด็กที่ตายในท้องแม่หรือที่เรียกกันว่าตายทั้งกลมนั่นเอง ผู้มีวิชาอาคมจะไปนำพาวิญญาณเด็กนั้นมาเลี้ยงดูไว้เป็นลูก จากหลักฐานที่พบในเอกสารโบราณได้ระบุถึงการทำกุมารทองได้สรุปว่า ต้องหาศพที่ตายทั้งกลม แล้วประกอบพิธีกรรมผ่า

เอาศพทารกในท้องมาย่างไฟให้แห้งสนิทก่อนรุ่งสาง แล้วจึงลงรักปิดทองให้ทั่ว ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่ากุมารทอง โดยต่อมาสภาพสังคมและวัฒนธรรมพัฒนาไปมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างกุมารทองจากศพทารกจริง ๆ ได้ จึงได้มีการดัดแปลงกรรมวิธีการสร้างกุมารทองขึ้น ซึ่งใช้ดินเจ็ดป่าช้าบ้าง ไม้รักซ้อนหรืออาจเป็นไม้มะยมบ้าง ไปจนถึงโลหะ มาสร้างเป็นรูปกุมาร แล้วปลุกเสกตั้งจิต ตั้งธาตุทั้ง 4 เรียกอาการสามสิบสองให้บังเกิดเป็นจิตวิญญาณของเด็กขึ้นมา…

เล่าเรื่องผี ตายโหง ตายเฮี้ยน

Posted in Uncategorized

เล่าเรื่องผี คนขวัญอ่อนระวังให้ดี

เล่าเรื่องผี ผีตายโหง แค่ฟังดูแล้วก็ไม่ค่อยน่าที่จะอยากสัมผัสหรือรับรู้สักเท่าไหร่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าผีตายโหงนั้นเกิดจากการเสียชีวิตโดยที่ตัวเองอาจจะไม่ทันได้ตั้งตัวหรือว่าการเสียชีวิตโดยผิดปกติวิธี อาทิเช่น การโดนฆ่า, รถชน, ฆ่าตัวตาย, จมน้ำ หรือว่าตายท้องกลมก็นับว่าเป็นการตายโหงเช่นเดียวกันโดยวันนี้ จะขอยก 2 อันดับโค้งอันตรายในประเทศไทยพร้อมกับประวัติผีตายโหงมาให้เห็นว่าน่ากลัวมากขนาดไหน

โค้งเหมืองผ่า ที่อำเภอแม่ริม เชียงใหม่ จะเป็นโค้งที่อยู่บริเวณปากทางเข้าของหมูบ้านแก้วสา ถ. โชตนา ตำบล แม่ริมเหนือ อำเภอ แม่ริม เชียงใหม่ จากการบอกเล่าจากชาวบ้านมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามักจะเห็นคนอยู่กันเป็นจำนวนมากอยู่ในบริเวณโค้งตรงนี้ บางคนยืน บางคนนั่ง และบางคนกวักมือเรียก ด้วยความที่เป็นโค้งอันตรายทำให้มักเกิดอุบัติเหตุและมีคนเสียชีวิตบ่อยครั้ง ซึ่งเคยมีพระเกจิมาทำพิธีให้เพื่อที่จะได้ไปผุดไปเกิดแต่จนแล้วจนรอดโค้งแห่งนี้ก็ยังมี “ผีตายโหง” อยู่บ่อยๆ จากอุบัติเหตุ

โค้ง 100 ศพ กรุงเทพฯ โค้งนี้เป็นโค้งที่ถูกกล่าวขานกันมาเป็นอย่างดี ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เหตุผลในการเรียกกันว่า โค้ง 100 ศพ อาจจะเป็นไปได้ว่าด้วยความที่เป็นโค้งที่ค่อนข้างยาวและมีความลาดเอียงสูง จึงทำให้คนที่ไม่ค่อยชินเส้นทางอาจจะเกิดอาการประมาทและเกิดอุบัติเหตุได้ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ที่มักเกิดอุบัติเหตุกลับกลายเป็นบริเวณต้นโพธิ์ เกาะกลางถนน ซึ่งมีคนเล่ากันว่าสิ่งที่ทำให้มักเกิดอุบัติเหตุคือเหมือนมีคนเดินตัดหน้ารถทำให้รถเบรกกะทันหัน หรือมีเงาพาดยาวมาจนทำให้เกิดอาการตกใจและรถเกิดสะบัดขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ไปเข้าข่ายของผีตายโหงที่ต้องการตัวตายตัวแทนอีกเช่นเดียวกันนั่นเอง…

อาถรรพ์ โรงเรียนประถม ใจกลางเมืองนนทบุรี

Posted in Uncategorized

อาถรรพ์ โรงเรียนประถม

อาถรรพ์ โรงเรียนประถมแห่งนี้อยู่ในใจกลางเมืองนนทบุรีมีเรื่องเล่ามากมาย ทั้งเรื่องกุมารทองของบรรณารักษ์ห้องสมุด ที่พอตอนเช้าทีไรห้องสมุดที่ได้จัดไว้เรียบร้อยก็ต้องถูกรื้อ ค้น หนังสือกระจาย อยู่ๆหนังสือก็ตกลงมาจากชั้นโดยที่แถวนั้นไม่มีคนแถม มีเสียงวิ่งเล่นของเด็กมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ และยังมีเรื่องห้องน้ำชายที่ได้ถูกปิดตาย เพราะมีเสียงร้องไห้ปริศนา และมีคนเห็นวิญญาณของเด็กผู้หญิงยืนร้องไห้สะท้อนกระจก แต่สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงว่า ที่ดินตรงนี้แต่ก่อนเป็นโรงพยาบาลเก่า ขนาดพระก็ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นวิญญาณอาฆาตที่แรงกล้าของที่นี่…

เรื่องสุดสยอง ห้องสุดท้าย สุดหลอน !!

Posted in Uncategorized

ห้องสุดท้าย สุดหลอน

เรื่อง ห้องสุดท้าย สุดหลอน เรื่องมีอยู่ว่าผมเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปโน้นนี้นั้นเรื่อยเปื่อยแต่เมื่อวันที่05/06/60
ผมเข้าไปหาเพื่อนที่อยู่กรุงเทพ ผมก็ไปหาเพื่อนคนนี้อยู่ตลอด
แต่วันนี้ต้องเปลี่ยนไป กลายเป็นวันที่น่าจดจำมากที่สุดในช่วงชีวิต
เวลาประมาณ 4ทุ่ม โดยประมาณผมออกไปหาที่ถ่ายรูปสวยตามสไตล์
จนไปถึงสะพานพระราม9 ในขณะที่ผมถ่ายรูปอยู่นั้นก็บังเอิญไปเจอหญิงสาวคนนึง
หน้าตาน่ารักประมาณนึงผิวขาวนวล ผมสั้นใส่แว่นสะพายกระเป๋ายืนอยู่(ตรงเสปคเลยครับ)
ก็เลยเข้าไป สนทนาด้วยสักพัก แล้วน้องเข้าก็บอกว่าจะกลับหอแล้ว

ผมก็เลยถามไปว่าแล้วกลับยังไงล่ะครับ ให้ผมไปส่งใหมแล้วเขาก็ให้ผมไปส่งจากนั้นพอถึงหอ
ผมก็ไม่ได้ถามอะไรมากครับเลยพูดแค่ว่าพรุ่งนี้ไปกินข้าวกันไหมเดี่ยวผมจะมารับ
ผมมาจากต่างจังหวัดไม่ค่อยจะมีเพื่อน เขาบอกว่าโอเครค่ะ มาถึงแล้วก็ไปเคาะประตูห้องนะ ห้องเลข115
..พอสายๆประมาณ 4โมงเช้าผมก็ไปหาเธอที่หอตามที่สัญญาไว้ แต่หอต้องใช้คีย์การ์ดเข้าภายในตึก

ผมก็เลยเดินไปหาที่เค้าเตอร์ แล้วบอกพี่เข้าว่ามาหาเพื่อนห้องเลข 115 พี่เข้าก็ทำหน้าเหว่อ
เขาก็ย้ำถามผมนะว่าห้อง 115 จริงหรอ ใช่หรือป่าว ผมก็ยืนเถียงกับพี่เค้าอยู่นานพอสมควร
จนพี่เขาทนไม่ไหวบอกผมว่า มาไอน้องมานี้พี่จะให้ดูกล้องวงจรปิด มากี่โมง 5ทุ่มกว่าครับ
พี่เขาเปิดให้ดูหาจนเจอผมแต่ที่น่าตกใจคือ ผมมาคนเดียว แต่ผมก็เหมือนเดินคุยกับใครอยู่

ผมร้องอย่างดังเลย เ-ี้ย อะไร? แล้วยืนจ้องหน้ากับเจ้าของหอแล้วเงียบกริบหน้าเหว่อๆ
แล้วอีกอย่างเจ้าของหอบอกว่าที่หอพักแต่ล่ะชั้นมีแค่ 10 ห้องเอง ไม่มีชั้นไหนหรอกที่มี 15 ห้อง…

โค้งอาฆาต เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

โค้งอาฆาต 

โค้งอาฆาต เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ถนนสายเอเชียตรงก่อนที่จะถึงวัดอัมพวัน ของท่านหลวงพ่อจรัญ และอยู่ไม่ไกลจากทางแยกที่จะเลี้ยวเข้า ตัวเมืองสิงห์บุรี สถานที่ตรงนั้นจะมีทางโค้งอยู่โค้งนึง ซึ่งนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวบ้านต่างร่ำลือว่าเป็น “โค้งพยาบาทหรือว่าโค้งมรณะ..!!”
เพราะเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถึงแก่ชีวิต ตั้งแต่ในยุคก่อนที่ยังไม่ได้ทำการขยายถนนสายเอเชียแบบในปัจจุบันนี้

โดยเรื่องราวอาถรรพ์ของโค้งดังกล่าว จากประวัติผู้ที่มาประสบเหตุตรงนี้มักจะเป็นรถบรรทุกซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนรถยนต์ส่วนตัวก็พอมีบ้าง
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยๆ จึงได้มีการตั้งป้อมเล็กๆให้ตำรวจมาประจำการตรงจุดนี้ ซึ่งแม้แต่ตำรวจเองก็เคยโดนรถบรรทุกวิ่งหลุดโค้งมาชนจนตายคาที่ไปถึง 2 ศพ ด้วยกัน..!!
จากการสอบปากคำคนขับรถบรรทุกให้การว่า ตัวเองไม่เมาหรือไม่ง่วงอะไรทั้งนั้น เนื่องจากเป็นกลางวันแสกๆอยู่แท้ๆ แต่ตอนที่ขับมาถึงโค้งดังกล่าวกลับเห็นเป็นทางตรงและถนนโล่ง มารู้สึกตัวอีกที รถก็วิ่งหลุดโค้งไปชนตำรวจตายแล้ว..!!
ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ยิ่งทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องราวความอาถรรพ์ก็เป็นได้..

โค้งดังกล่าวถ้ามองด้วยสายตาก็อาจไม่น่ากลัว หรือไม่น่าจะมีอะไร..แต่ก็มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าที่มักเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยๆ..ก็เพราะว่ามีวิญญาณหญิงสาวอาฆาตตนนึงที่สิงสถิตอยู่ที่นั่น..!!

นับย้อนหลังไปหลายสิบปี ในยุคที่ถนนสายเอเชียเพิ่งจะตัดผ่านใหม่ๆ มีคนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเมื่อก่อนแถวนี้เคยมีครอบครัวนึง เป็นสองผัวเมียที่ประกอบอาชีพเป็นชาวนา
อยู่มาวันนึงฝ่ายเมียเกิดท้องแก่ใกล้คลอด แต่เนื่องจากในหมู่บ้านตอนนั้นหมอตำแยไม่สามารถทำคลอดให้ได้ จึงต้องพากันออกมาเพื่อจะไปส่งโรงพยาบาล
ระหว่างออกมายืนโบกรถเพื่อขออาศัยติดรถไปที่โรงพยาบาล กลับไม่มีใครให้ความช่วยเหลือหรือสนใจที่จะจอดรับ ทำให้หญิงท้องแก่ต้องขาดใจตายอยู่ตรงนั้น ที่ข้างถนนใกล้ๆกับโค้งมรณะดังกล่าว
และนั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า วิญญาณหญิงสาวชาวนาจะออกมาแก้แค้นบรรดารถที่ขับผ่านทางนี้ ให้มีอันเป็นไป.. เนื่องจากแค้นที่ไม่ยอมช่วยเหลือเธอและทำให้เธอต้องตาย..!!

ซึ่งช่วงที่หญิงสาวชาวนาตายใหม่ๆ ชาวบ้านแถวนั้นต่างเจอเรื่องหลอนๆมากมาย
บางคนขี่รถผ่านมาได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด.. บางคนได้ยินเสียงหมาหอน ซึ่งจงใจไปหอนอยู่แต่ตรงโค้งดังกล่าวแค่ที่เดียว..
แต่ที่เจอหนักๆหน่อยก็คือ เห็นเป็นเงาดำรูปร่างคล้ายผู้หญิงท้อง แต่งกายแบบชาวบ้าน นุ่งผ้าถุงยืนอยู่ตรงทางโค้งมืดๆคนเดียวเป็นประจำ..

หรือบางทีชาวบ้านก็ลือว่าถ้าหากใครเห็นวิญญาณหญิงสาวชาวนามาปรากฏตัว หรือเดินวนเวียนอยู่แถวทางโค้งเมื่อไร..
ให้เชื่อได้เลยว่าไม่เกินวันสองวันจะต้องมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงทางโค้งแห่งนั้นแน่นอน และต้องมีผู้เสียชีวิตด้วย..!!

ซึ่งเรื่องราวความเฮี้ยนของผีสาวชาวนาท้องแก่ผู้นี้ เป็นที่ร่ำลือจนไปถึงหูหลวงพ่อจรัญในเวลานั้นเลยทีเดียว เพราะมีชาวบ้านไปปรึกษาท่าน ท่านก็ได้แต่สงสารวิญญาณดังกล่าวพร้อมกล่าวว่า
“ทำไมไม่ไปผุดไปเกิดสักที มาตามหลอกหลอนหรือเอาชีวิตชาวบ้านอยู่แบบนั้นทำไม..”

โดยที่ผ่านมาก็เคยมีตำรวจหลายนายที่รู้ตัวว่าจะต้องมาประจำการตรงป้อมที่อยู่ตรงทางโค้งมรณะแห่งนี้ ต่างรู้สึกหวาดกลัววิญญาณสาว ถึงกับมาขอของดีหรือเครื่องรางไว้ป้องกันตัวจากหลวงพ่อจรัญอยู่เป็นประจำ
โดยหลวงพ่อท่านก็ได้แต่แนะนำว่า ให้หมั่นเอาหมากพลูและของเซ่นไหว้ไปวางตรงทางโค้ง รวมถึงสวดมนต์กรวดน้ำไปให้เขาบ่อยๆ สาเหตุที่ต้องถวายหมากพลูเพราะหลวงพ่อท่านทราบว่าวิญญาณหญิงสาวนั้นชอบเคี้ยวหมากพลูมากๆ..
และปรากฏว่าพอนายตำรวจลองไปทำตามดู ก็อยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด นับว่าเป็นเรื่องแปลกๆที่หากใครไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่แต่อย่างใด

ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ถนนสายเอเชียได้ขยายใหญ่ขึ้น ความน่ากลัวและเรื่องราวการพบเห็นวิญญาณของหญิงสาวชาวนาที่มาปรากฏกายตรงทางโค้ง ก็เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา
ส่วนปัจจุบันนี้ยังมีคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงทางโค้งนั้นอีกรึเปล่า อันนี้แอดมินก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา facebook.com

ผีมาบโมง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ผีมาบโมง 

ผีมาบโมง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีเป็นความเชื่อส่วนตัวครับ หมายถึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และจะต้องอาศัยความสามารถที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันเพื่อมองเห็น….. ซึ่งจริงๆ แล้วผีในความคิดของแต่ละคนทั้งที่เคยและไม่เคยเห็นก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ มักจะน่ากลัว หรือหนักไปทางก่ออันตราย มากกว่าจะมาช่วยเหลือหรือให้ยืมเงิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี….เพราะหลายต่อหลายคนก็คิดว่าการปรากฏตัวของผีจะให้โชคลาภ และหลายครั้งก็บังเอิญว่าใช่ซะด้วย เช่นการนำไปตีเป็นเลขเพื่อซื้อลอตเตอรี่

มาพูดถึงเรื่องการเล่าเรื่องผี …..เล่าเรื่องอะไรก็ไม่เร้าใจและดึงความสนใจคนได้เท่ากับ เรื่องลึกลับ โดยเฉพาะเรื่องผี เชื่อว่าทุกคนคงเห็นด้วย…..คนไทยหากินกับเรื่องโชคลางและสิ่งเหนือธรรมชาติมานานแล้ว จัดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมที่มีมาช้านาน …..ผมจะไม่พูดถึงว่าผีมีฟังค์ชั่นอะไรในระดับสังคม เพราะมันไม่เกี่ยวกับที่ผมจะพูดในบลอคนี้ ก็แค่จะเล่าเรื่องผีเท่านั้น

เวลาเราคุยกับเพื่อนๆ ตอนไปเที่ยว หรือเวลาที่อยู่กันเยอะๆ ก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าสนใจเท่าเรื่องผี การมาแชร์ประสบการณ์กันก็ทำให้เพื่อนๆ ของเรานั่งกันได้นานขึ้น (เพราะไม่กล้าไปนอน) บางคนจะเล่าเพื่อให้สาวๆ กลัว จะได้จีบกันได้นานขึ้นอันนี้ก็ว่ากันไป…..เรื่องที่เล่านั้น บางคนก็เจอมาเอง บางคนก็ฟังเขามา….. จากประสบการณ์ส่วนตัวนั้นพบว่าเรื่องส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีคนตาย (ที่สื่อหรือรายการไทย ชอบมากในการไปสร้างความวุ่นวายในที่แบบนั้น) หรือไม่ก็ประมาณไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจแล้วก็เจอผี เป็นต้น….. วันนี้ผมก็มีเรื่องนึงที่ผมมีส่วนร่วมด้วย แต่ผมไม่ใช่เป็นคนเจอเอง…..ผมเล่าไม่ค่อยน่ากลัวหรอกนะครับ เรื่องผีเนี่ย เพราะเป็นคนที่เวลาพูดอะไรก็จะอดแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแทรกไปไม่ได้ทุกที….. แต่ก็จะบอกไว้ก่อนว่าที่จะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องผีนะครับ ถ้าไม่อยากอ่านก็ไปอ่านบลอคอื่นผมได้ 555 มีเยอะแยะให้อ่านครับ

ประมาณปี ค.ศ.1999 ผมยังเรียนปริญญาตรีอยู่เมืองไทย …..ก็เป็นคนที่มักจะไปค่ายพัฒนาชนบทอยู่เรื่อยๆ ปีนั้นก็เช่นกัน ผมกับเพื่อนๆ และพี่ๆ ก็ไปหมู่บ้านตำรวจตระเวนชายแดน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนั้นถ้าจำไม่ผิดก็ไปสร้างบ่อปลาและซ่อมแซมอาคารเรียน รวมทั้งศึกษาชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไทยในพื้นที่ด้วย

วันหนึ่งตอนหกโมงกว่า ผมกับเพื่อนหลังจากเสร็จงาน (เตะบอล 555) ก็มาอาบน้ำ …..ห้องอาบน้ำก็เป็นของโรงเรียน …เป็นเพิงห้องแถวเรียงยาวแล้วกั้นเป็นห้องๆ ตั้งอยู่ข้างอาคารเรียน ด้านหลังห้องน้ำก็เป็นทางน้ำไหลออกลงเนินไปซึ่งก็มีแต่หญ้าคา… ด้านหน้าก็มีม้าหินเล็กๆ ซึ่งผมก็เอาไว้วางเสื้อผ้า เพราะห้องน้ำมันไม่มีที่แขวน มีแต่อ่างกับขัน

ผมกับเพื่อนเข้าไปคนละห้อง (คงไม่มีใครเข้าห้องเดียวกัน) อาบน้ำไปก็ตะโกนคุยกัน ตอนนั้นก็โพล้เพล้จะมืด คนอื่นๆ ก็เตรียมอาหารกันอยู่ บางคนก็นั่งเล่นอยู่ในห้องนอน (นอนรวมในห้องเรียน) ห่างไป 50 เมตรได้…..ก็ตามประสาผู้ชาย ผมก็คุยกับเพื่อนเรื่องสาวๆ 555 ก็อาจจะพูดทะลึ่งทะเล้นบ้าง ซึ่งก็ปกติ จะให้คุยเรื่องภาวะเศรษฐกิจเอเซียก็คงไม่เหมาะ

อาบอยู่ 20 นาที น้ำมันเริ่มเย็นผมกับเพื่อนก็ออกมากลับไปที่ห้องเพื่อจะแต่งตัว ก็เอาเสื้อที่วางไว้กลับไปด้วย จะเปลี่ยนแถวนั้นมันก็มืดแล้วมองไม่ค่อยเห็น…..ระหว่างที่เดินกลับที่เดินสวนกับผมก็เป็นรุ่นพี่ผู้หญิง 2 คน มีบ่นด้วยว่าอาบน้ำอะไรกันเนิ่นนาน ผมก็หัวเราะแหะๆ แล้วเดินต่อ

กลับมาแต่งตัวได้ 5 นาที ผมก็ได้ยินเสียงคนกรี๊ดดังมากๆ จากห้องน้ำ ผมกับเพื่อนตกใจรีบวิ่งไปดูทันที รู้เลยว่าคนกร๊ดก็คือรุ่นพี่ผมแน่ๆ …..ไปถึงนี่พี่สองคนก็เข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกัน ร้องไห้กันแล้วบอกแต่ว่าอย่าเปิดมานะๆ เพื่อนผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่พูด ให้แต่งตัวเดินออกมาก็ไม่ยอมบอกว่า ไม่ออกๆ

แบบนี้ต้องเจองูแน่ๆ เพื่อนผมรวมทั้งผมก็รีบกลับไปเอาไฟฉายมาส่องรอบๆ ห้องรวมทั้งด้านหลังห้องน้ำ ถึงตอนนี้ก็มากันห้าหกคนแล้ว ดูอึกทึก พี่สองคนเลยเปิดประตูออกมาหน้าซีดเเลย ยังร้องไห้อยู่แล้วเดินก้มหน้ากลับห้องโดยมีรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนเขาพากลับไป

ส่องหาอยู่นาน งูมันคงไปแล้วก็เลยเดินกลับไปดูพี่เขา…..พอตั้งสติได้พี่ๆ เขาเล่าว่า………. เขาอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำโดยที่พี่อีกคนนั่งเฝ้าของอยู่หน้าห้องน้ำ…..พี่คนที่อยู่หน้าห้องน้ำบอกว่าเศษกิ่งไม้บนหลังคาห้องน้ำมันดังแกรกๆ เลยมองขึ้นไปดู พี่เขาบอกว่ามองเห็นผู้หญิงกลางคนใส่ชุดกระเหรี่ยงสีขาวๆ ยืนเขย่งเท้าอยู่บนหลังคาห้องน้ำ เขาไม่เห็นหน้าเพราะผมยาวมาก แต่ตัวเปียกทั้งตัวและผิวซีดสุดๆ ที่สำคัญเขามองมาทางรุ่นพี่ผมด้วย……….เท่านั้นแหละ พี่ที่อยู่หน้าห้องน้ำก็กรี๊ดเลย พี่ในห้องน้ำตกใจเปิดประตูออกมา พี่คนนั้นก็วิ่งเข้าไปห้องน้ำแล้วปิดประตูทันที…..ก็เป็นเวลาที่พวกผมวิ่งไปถึงพอดี

ตกลงไม่ใช่งู จากที่เล่าก็คงจะเป็นผี จะเรียกตามที่ลุงผู้ใหญ้บ้านเรียกก็คือ วิญญาณชาวกะเหรี่ยงที่มีอยู่มากมายในบริเวณหมู่บ้าน…..คำว่ามากมายนี่ไม่รู้ลุงเขาจะเน้นทำไม มันทำให้บรรยากาศมันน่ากลัวเข้าไปอีก…..คืนนั้นก็พากันไปไหว้ศาลของหมู่บ้าน และบอกกล่าวให้สิ่งใดๆ ที่อยู่ที่นั่นทราบว่าพวกผมมาพัฒนาหมู่บ้าน ไม่ได้มีเจตนาบุกรุกหรือทำอะไรให้เสื่อมเสีย

ย้อนไปถึงก่อนพี่เขาจะเจอผี…..หรือว่าที่ผมคุยกับเพื่อนตอนอาบน้ำมันดูแลไม่เคารพสถานที่เกินไปหรือเปล่า เขาจึงออกมาให้เห็น จริงๆ เรื่องพวกนี้มันก็ผูกกันได้อย่างพอมีเหตุผล….. ผี อาจจะไม่ได้เห็นกันได้ทุกคน แต่ที่เป็นกันทุกคนในคืนนั้นคือความกลัว จากเดิมที่ร้องเพลงเล่นกีตาร์กันอย่างสนุกสนาน ก็เข้านอนกันอย่างเร็ว (นอนเปิดไฟด้วย 555) พี่ผู้หญิงเขาให้พวกผมนั่งเฝ้าหน้าห้อง ในฐานะที่อาจจะเป้นสาเหตุให้เกิดเรื่อง…..พูดตรงๆว่า คืนวันนั้นมันก็ปกตินั่นแหละ แต่เป็นพวกเราเองที่มองว่าทำไมหมอกมันลงหนาจัง เสียงอะไรตรงนั้นฟระ เฮ้ยแกเห็นอะไรแว้บๆ มั๊ย คือระแวงไปหมด

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นอะไรอีก พวกผมก็ระวังทั้งคำพดและการกระทำมากขึ้น…..คือบางทีไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เรื่องภูติผีวิญญาณมันก็สร้างความรู้สึกในเชิงจิตวิทยาให้กับทุกคน หรือในระดับชุมชนมันก็ทำให้ชุมชนนั้นเป็นไปอย่างที่มันเคยเป็น ความเชื่อของชาวบ้านก็ทำให้พิธีกรรมบางอย่างและลักษณะการใช้ชีวิตของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเทคโนโลยี …..ผมถือว่าเป็นข้อดีเพราะเอกลักษณ์ของชุมชนมันจะเหนียวแน่น และทำให้เทคโนโลยีเข้ามารบกวนได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น (คล้ายๆ เรื่องศาสนาที่ครอบคลุมจิตใจคนไม่ว่าจะจบด็อกเตอร์หรือ ป.4 ก็ตาม)

ที่พูดมาทั้งหมดก็เป็นเรื่องผี ที่รุ่นพี่ผมเจอ และผมมีส่วนร่วม….. เรื่องอื่นๆ ก็พอมีแต่คิดว่าเป็นคนเล่าเรื่องพวกนี้ไม่เก่ง ก็ลองแปะไว้ให้อ่านเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ…

โทรศัพท์สยอง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

โทรศัพท์สยอง 

โทรศัพท์สยอง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เช้าวันอาทิตย์กลางเดือนพฤศจิกายนนี่เอง จู่ๆ ขณะซักผ้าอย่างเพลิดเพลิน เปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วยนั้น ฉันก็คิดถึงโสภิตาขึ้นมาอย่างรุนแรง!

โสอยู่กลุ่มเพื่อนของฉัน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เมื่อเรียนจบต่างคนก็ต่างไป เราไม่เคยติดต่อกันเลยหลังจากนั้น จริงอยู่ ฉันไม่เคยลืมเธอ แต่ก็ไม่เคยคิดถึงแม้แต่นึกถึง แล้วทำไมวันนี้ฉันเกิดคิดถึงเธอจังเลย

ภาพเก่าๆ ผุดขึ้นมาชัดเจนราวกับวันวาน ฉันถึงกับวางมือจากเครื่องซักผ้า เงยหน้ามองฟ้าที่เป็นสีน้ำเงินใส…ป่านนี้เธอทำอะไรและอยู่ที่ไหนนะ? แต่งงานหรือว่าโสด มีลูกกี่คน?

วูบหนึ่งฉันใจหายนิดๆ คุณเคยเป็นอย่างฉันหรือเปล่าไม่ทราบ เวลาที่เราคิดถึงใครสักคนทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดถึงมาตั้งนาน เขาคนนั้นมักมีอันเป็นไป ฉันเคยมีประสบการณ์แบบนี้มา 3-4 ครั้งแล้ว นึกได้อย่างนี้ฉันก็รู้สึกไม่ค่อยดี โสภิตาเป็นอะไรไปรึเปล่านะ? เอ…เห็นจะต้องหาทางติดต่อถามข่าวคราว ซึ่งคงต้องถามกับ สมาคมศิษย์เก่า ละมัง? เขามีที่อยู่แน่ๆ

…และแล้วเสียงโทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น ฉันรีบเช็ดมือกับผ้าแห้ง ขณะที่ลูกชายวัยรุ่นโผล่หน้ามาบอกว่า เป็นโทรศัพท์ของฉันเอง

ใช่แล้วค่ะ คุณเดาถูก! โสภิตาโทร.มา น่าอัศจรรย์ไหมล่ะคะ กระแสจิตคนเราช่างแรงจริง ฉันบอกถึงความอัศจรรย์นี้กับโสภิตาทันที

“ฉันกำลังคิดถึงเธออยู่ แปลกนะอยู่ดีๆ ก็คิดถึง” ฉันบอก เธอหัวเราะเสียงใส…อย่างน้อยฉันก็โล่งอกล่ะค่ะที่โสภิตายังสบายดี ไม่ได้มีอันเป็นไปร้ายแรงอะไร เธอบอกเล่าเก้าสิบว่าหลังจากเรียนจบก็ไปต่างประเทศ มีสามีเป็นชาวฝรั่งเศสก็เลยปักหลักอยู่ทางโน้น นานๆ จะกลับมาเยี่ยมเมืองไทยซะที คราวนี้เธอเพิ่งกลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว และจะอยู่ถึงปีใหม่…เธอคิดถึงเพื่อนเก่าๆ เพราะจัดบ้านเจออัลบั้มภาพสมัยเรียนหนังสือ

“เมื่อกี้โทร.ไปบ้านอ้อม เขายังใช้เบอร์เก่าอยู่เลยนะ” โสภิตา บอกด้วยเสียงร่าเริง

อ้อมไหน? อ้อมวนิดาน่ะเหรอ?! ฉันใจหายวาบ ก็เธอตายไปแล้วนี่นา! ตายไปเมื่อสองปีก่อน ฉันยังไปงานศพเลย!

“คุยกันสนุกเชียว อ้อมบอกว่าคิดถึงเธอมาก ฝากบอกด้วย เธอสองคนไม่ได้เจอกันเหรอจ๊ะ?”

ฉันอึกอัก มือเย็นเฉียบ นี่โสภิตาล้อฉันเล่นรึเปล่า? แรงไปหน่อยนะ! “โส…อ้อมไม่อยู่แล้วนะ! เป็นมะเร็งที่ปอด เสียไปเมื่อสองปีก่อน…”

“อยู่สิ เขายังไม่ไปไหนสักหน่อย เรานัดกันจะไปหาเธอที่บ้านค่ำนี้!”

โทรศัพท์แทบหลุดจากมือ ฉันตกตะลึง ขณะเดียวกันสายก็หลุดไปซะงั้น…ปลายทางเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงแมวกรน ฉันขยับปลั๊ก เสียงครืด…ยาวๆ กลับมา แต่ไม่มีเสียงแจ้วๆ ของโสภิตาอีกต่อไป

ฉันสับสน งงงัน แล้วสักพักก็มือไม้สั่นเทา ขณะหยิบมือถือมากดเบอร์ของแหววเพื่อนรักอีกคนที่พบกันในงานศพอ้อมนั่นแหละเป็นครั้งสุดท้าย

…ข่าวที่ได้จากแหววทำให้ฉันเข่าอ่อนยวบ หน้ามืดจะเป็นลมซะให้ได้

โสภิตาที่ฉันพูดด้วยตะกี้น่ะ แหววบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเพื่อนอีกคนเพิ่งส่งข่าวร้ายมาบอกว่า เธอรถคว่ำตายที่ฝรั่งเศสพร้อมสามีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง!

แหววตื่นเต้นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันหยกๆ เธอขนลุกไปหมดแล้ว ไม่อยากจะเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนหลับวูบแล้วละเมอฝันไป…แต่ฉันไม่ได้หลับ ลูกชายที่รับโทรศัพท์เป็นพยานได้

เราวุ่นวายกันทั้งบ้านเลยค่ะ ทั้งฉันเอง ลูกชาย สามีและคุณแม่สามี เราถกเถียงกันเรื่องนี้ และสันนิษฐานว่าอาจมีใครแกล้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เรื่องเป็นเรื่องตายนี่ถ้าแกล้งหลอกแกล้งอำกัน มันก็ใจร้ายใจดำ อำมหิตไปหน่อยล่ะ!

คืนนั้น…ทันทีที่พลบค่ำ ตะวันตกดิน ฉันถึงกับจับไข้ รู้สึกหนาวจนตัวสั่น…คำที่ว่าโสภิตากับอ้อมนัดกันจะมาหาฉันยังแว่วอยู่ในหู…

คุณแม่สามีให้ฉันจุดธูปบอกกล่าวเพื่อนให้ไปสู่สุคติ ไม่ต้องมาหา จะทำบุญไปให้

ฉันจุดธูปบอกศาลพระภูมิด้วยความหวาดกลัว ว่าอย่าให้วิญญาณ ทั้งสองนี่เข้ามานะ! ถึงจะเป็นเพื่อนแต่ฉันก็กลัวใจจะขาด ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ กลัวกันทั้งบ้าน…แต่คืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี…

ไม่มีแม้แต่ความฝันที่น่าสะพรึงกลัวใดๆ

อย่างไรก็ตาม นึกถึงทีไรดิฉันก็สยองจนขนหัวลุก ไม่น่าเชื่อว่าประโยคธรรมดาๆ ที่ว่าจะมาหาที่บ้าน มันจะน่าหวาดหวั่นขนาดนี้…น่ากลัวที่สุดในชีวิตฉันเลยละค่ะ!…

แอบหลับงานวัด เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

แอบหลับงานวัด

แอบหลับงานวัด เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมทำงานอยู่วงมโนราห์วงหนึ่งของภาคใต้ โดยหน้าที่ผมคือประกอบเวทีแสดงครับ เวลามีงานก็ตามทีผู้จัดงานจะให้ตั้งเวทีแสดงไว้ที่ใด ส่วนมากจะเป็นงานวัด ก็คือจัดเวทีในพื้นที่วัดครับผม.. ในครั้งที่เกิดประเด็นนั้น วงพวกเราต้องไปแสดงกันที่งานวัดแห่งหนึ่งในจังหวัด นครศรีธรรมราช โดยข้างตั้งเวทีจะไปกันล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เนื่องจากว่าถ้าหากไปวันที่แสดงเกรงว่าจะตั้งไม่ทัน พวกเราเริ่มเดินทางจากจังหวัดพัทลุงกันตอนค่ำๆไปถึงวัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็ค่ำๆมืดๆก็ได้ไปถามเจ้าอาวาสวัดว่าจะให้ตั้งเวทีที่ไหน? เนื่องจากว่าผมกับเพื่อนพ้องอีกคนหนึ่งเหน็ดเหนื่อยรวมทั้งล้าจากการเดินทาง ก็เลยชักชวนกันไปพบที่พักผ่อนก่อน โดยที่มิได้บอกกับเพื่อนพี่ๆคนอื่นๆไว้ แต่ว่าทุกคนก็เหมือนมิได้เฉลียวใจอะไร อาจจะนึกว่าผมกับเพื่อนแวะไปเดินเที่ยวในงานวัดกัน (ทางวัดมีงานมาแล้วหลายคืน โดยที่คืนต่อไปก็เลยจะเป็นคิวของวงมโนราห์)
ยิ่งมืดค่ำ ประชาชนในงานเริ่มทยอยกันกลับเรื่อยกระทั่งเริ่มไม่ค่อยเหลือคนใดกันแน่ จะมีก็แม้กระนั้นพ่อค้าแม่ค้าในงาน จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืน ผมกับสหายก็ยังคงนอนกันอยู่.. เพื่อนๆพี่ๆที่เหลือเริ่มพากันตามหาผมกับสหายที่พักผ่อนอยู่ แต่ว่าหายังยังไงก็หาไม่พบ หากระทั่งเหน็ดเหนื่อย โทรศัพท์หาก็ไร้คนรับสาย ทั้งที่โทรศัพท์ก็มีติดตัวกันอีกทั้ง 2 คน พี่คนหนึ่งเล่าว่าเขาร้องตะโกนเรียกหาทั่วรอบๆวัดจนกระทั่งหมดเสียง แต่ว่าก็ไม่มีเสียงตอบรับเลย.. ทุกคนเริ่มสนเท่ห์ใจ ก็เลยตกลงใจไปพบเจ้าอาวาสวัด เล่าให้แก่คุณฟังว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ครู่หนึ่งท่านก็เลยประน้ำมนต์ให้เพื่อนพ้องๆพี่ๆผมทุกคน แล้วบอกให้ทดลองออกไปตามหาอีกรอบ ทุกคนก็เลยแยกย้ายกันไปตามหา

หาไปได้สักพัก ก็มีสหายคนหนึ่งตะโกนพูดว่า ‘พบแล้วๆมันนอนกันอยู่นี้เอง!’ ทุกคนก็เลยพากันมาดู รวมทั้งปลุกผมกับเพื่อนฝูงให้ตื่น แล้วนายหัวรถ 6 ล้อ ซึ่งเป็นพี่น้องของผมก็ถามด้วยความห่วงใยครึ่งหนึ่งโกรธว่า ‘เป้ง เพราะอะไรเอ็งไม่รับโทรศัพท์ สร้างไว้ทำห่าอะไร ไม่รับสาย?’ ผมกับสหายก็นั่งเงียบ มิได้กล่าวอะไรเพราะว่าตระหนกตกใจบวกกับพึ่งตื่นด้วย.. แล้วมีเพื่อนพ้องคนหนึ่งกล่าวว่า ‘เมื่อตะกี้ก็มาเดินหานี้ หลายรอบด้วยนะ เรียกว่าถ้าเกิดนอนอยู่นี้ตลอดจริงๆเป็นจำต้องโดนเหยียบแน่ๆ แต่ว่า..เพราะเหตุไรในตอนนั้นถึงมองไม่เห็นว่ามีผู้ใดกันแน่อยู่เลย?’ ผมก็พูดว่าพวกเรานอนยาวอยู่นี้นี่แหละ..
แล้วทุกคนพาผมกับเพื่อนไปพบเจ้าอาวาสวัด เจ้าอาวาสบอกให้นั่งรวมทั้งเริ่มประน้ำมนต์ไห้ แล้วท่านก็บอกอีกว่า ‘ที่ตรงนั้นที่พวกเองไปนอน ตอนแรกเป็นป่าช้าเก่า สัมพเวสีมีมาก ที่หาเท่าใดก็หาไม่พบเนื่องจากผีมันบังตา มันนอนทับพวกเองอยู่..’ พวกผมได้ยินนี่ขนลุกขึ้นมาโดยทันทีเลย เคยทราบมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมากๆ สำหรับพวกผมทั้งหมด.. ตรงที่ที่ผมกับเพื่อนไปนอนจะเป็นกุฏิเก่าๆ เล็กๆ นอนกันตรงหน้าระเบียง โดยหารู้ไม่ว่าที่ตรงนั้นเป็นป่าช้าเก่า มีสิ่งที่เราไม่เห็นอาศัยอยู่มากมาย และอีกอย่างคือพวกผมไม่ได้ไหว้ขอเจ้าที่เจ้าทางอะไรเลย..…

ตำนานยักษ์แบกเสา ตำนาน-เรื่องหลอน

Posted in Uncategorized

ตำนานยักษ์แบกเสา

ตำนานยักษ์แบกเสา ตำนาน-เรื่องหลอน

คนไม่ใช่น้อยที่เดินทางไปๆมาๆบนถนนวิภาวดีน่าจะจำต้องเคยมองเห็นบางอย่างของ เสาโทลเวย์ ที่แตกต่างไปจากเสาอื่น ซึ่งมีเสาอยู่ 2 ต้น ที่มี รูปปั้นยักษ์ ท่าทางเหมือนกำลังยืนหามเสาอยู่ บางคนบางทีก็อาจจะเคยรู้ที่มาของเสาแปลกๆ2 ต้นนี้มาบาง แต่ว่าบางคนอาจจะยังไม่รู้จักว่าตามที่เป็นจริงแล้ว เพราะทางด่วนที่นี้เคยมีอาถรรพ์ถึงขั้นจำต้องสร้างยักษ์สองตนนี้ขึ้นมาตำนาน เพราะว่าระหว่างการก่อสร้างดอนเมืองโทย์เวย์ ตกอยู่ในสถานการณ์ขาดทุน มีคนแนะนำมาว่าให้สร้างรูปปั้นยักษ์หามถนนไว้ แต่เดิมยักษ์ตนนี้อยู่ตรงข้ามการบินไทย แต่ถูกร้องเรียนมาว่าจุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยและก็มีผู้เสียชีวิตหลายราย ให้ย้ายยักษ์ออกไปไว้ที่อื่นๆ เลยมีการปรับย้ายมาไว้ตรงข้ามแยกเซ็นทรัลลาดพร้าว

เรื่องราวอาถรรพ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2535 ได้เริ่มการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ขึ้น และก็ในระหว่างการก่อสร้างนั้นได้เกิดปัญหาขึ้นมากมายไม่ราบรื่นขัดข้องหลายๆอย่างโดยไม่เคยรู้สาเหตุ และก็ตอนที่จะทำการชูเสาต้นนี้ขึ้นก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีก ทำยังไงก็ไม่สามารถชูเสาขึ้นได้เพราะตอนแยกลาดพร้าวจำเป็นต้องสร้างทางยกกระดับเหินข้ามแยกลาดพร้าว แต่พอสร้างเสาและคานได้ไม่กี่วันก็พังลงมาทับคนตายอีก เกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งที่ทำถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกอย่างแต่ก็ไม่ดีขึ้น อยู่มาดีๆก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีก ทั้งคานถล่ม สร้างต่อไม่ได้ อยู่ๆไปก็มีเหตุการณ์คนงานเสียชีวิตจำนวนมาก เสาก็เอาขึ้นไม่ได้ แยกอื่นๆที่ผ่านๆมาก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากที่แยกลาดพร้าวมีปัญหาตลอด ถัดมาได้มีผู้รู้ได้ชี้แนะให้ปั้นรูปยักษ์ แบกถนนไว้ ที่ตอหม้อเสาเพื่อแก้เคล็ด หลังจากนั้นในเวลาถัดมาทางโครงการได้ไปขอให้ ทางกรมศิลปากร ช่วยปั้นยักษ์ขึ้น 2 ตน และทางกรมศิลปากรทำการแกะ ยักษ์ ทำท่าแบกเสาขึ้น ปรากฏว่าได้เกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นอย่างมาก เมื่อแกะสลักรูปยักษ์เสร็จ เสาต้นนั้นก็ยกขึ้นอย่างง่ายดาย จึงได้นำยักษ์มาติดไว้ที่เสาตอหม้อที่แยกลาดพร้าม 1 ตน และตรงทางลงสะพานข้ามแยกสุทธิสารฝั่งขาออก 1 ตน จึงเป็นที่มาของของตำนาน…